To Harp on a Blog: พูด พร่ำ ทำ บล็อก
หลังจากเปิดตัว iDayBlog มาได้ไม่นาน นับได้ 3 เดือนกว่าๆ เมื่อถึงตอนนี้ (29 มกราคม 2550) อุปสรรคใหม่ๆเกิดขึ้นมาได้ตลอดเวลา ตอนแรกเริ่มก่อตั้ง สามารถเขียนเล่าเรื่องได้ราวๆ 2-3 เรื่อง แต่ตอนนี้นั้น เขียนเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง (ไม่ได้เรื่องได้ราว) ให้ได้วันละ 1 เรื่องก็นับว่าบุญหัวแค่ไหนแล้ว ขอบ่นหน่อยเหอะครับ
อุดมการณ์หลักของ iDayBlog ที่ยึดถืออยู่ภายใต้อารมณ์ของผู้เขียน ไม่ใช้การตลาดหรือธุรกิจมาเกี่ยวข้อง เห็นทีต้องเปลี่ยนซะแล้ว หลังจากที่เคยบอกเคยกล่าวไว้ ในตอนแรกๆ ไว้ว่า ตราบใดที่หมายังฉี่รดเสาไฟฟ้าอยู่ อุดมการณ์นี้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อถึงบัดนี้แล้ว ไฉนล่ะจะละเลย ไม่เหลียวแลกันล่ะท่าน เมื่อหมานั้นยังฉี่รดล้อรถยนต์ได้ ผมจะไปฉี่รดกำแพงจะเป็นไรไป (บริเวณที่มีคนเขียนไว้ว่า “ที่หมาเยี่ยว”)
เนื้อหาที่ปรากฏบน Blog นี้ ผมเขียนขึ้นมาเองทั้งหมด ยืนยันว่าไม่ได้ไปลอกใครมา และใช้เวลากลั่นกรองข้อมูลนานเหมือนกันนะครับ ไม่ใช่ว่าเขียนแล้วเสร็จและใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น บางเรื่องใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง บางเรื่องใช้เวลาไม่กี่วัน บางเรื่องใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่บางเรื่องนั้นก็กินเวลานานเป็นเดือนเชียวนะ จะบอกให้ เพราะมันต้องผ่านการทดสอบ พิสูจน์และใช้จริงได้ด้วย อีกทั้งเขียนให้คนอื่นนั้นอ่านเข้าใจ ตรงกับความหมายที่เราต้องการสื่อ หรือซึ้งกับเรื่องราวที่เราเขียน คือเขียนให้ขำก็ต้องขำ เขียนให้เศร้าก็ต้องเศร้า เขียนให้เร้าใจก็ต้องเร้าใจ พูดง่ายๆว่าผู้อ่านมีอารมณ์คล้อยตามนั่นล่ะครับ ผมว่าใครที่เขียนได้เช่นนี้ ให้ไปเขียนรีวิวสินค้า กับโปรแกรมจำพวก PayPerPost หรือ ReviewMe นั้น คงได้รับผลตอบแทนกับมาเป็นกอบเป็นกำแน่ๆ เลย แต่ผมยังคงไม่ถึงขนาดนั้น ยังคาบเกี่ยวระหว่าง อารมณ์และอาภรณ์ คือ เมื่อไหร่ที่อารมณ์มันคึก อาภรณ์มันก็หลุด เป็นธรรมดา เฮ้ยไปกันใหญ่แล้ว ล้อเล่นนะครับ ขอแก้ตัว (ผ้า) ใหม่ ที่ว่าคาบเกี่ยวนั้น คืออย่างหนึ่งล่ะ อารมณ์ อย่างที่สองคือ เหตุผล ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น งงใช่ไหมล่ะครับ ถ้างงมาอ่านต่อกันเลยครับ
ตัวตนด้านหนึ่งของผมที่ใช้แนวคิดแบบเด็กๆ คือใช้อารมณ์ร่วม เขียนเอามัน ระบายเรื่องราวคาใจ ว่างั้นเหอะครับ แต่ตัวตนอีกด้านหนึ่ง ที่เป็นผู้ใหญ่ ผลักดันให้ผมเปลี่ยนแนวคิดมาใช้เหตุผลร่วม คือ เราเขียนเพื่ออะไร เขียนไปทำไม เขียนเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้ใคร ฯลฯ สุดท้ายจบลงด้วย อารมณ์ – เหตุผล – iDayBlog โอ้โห อารมณ์ยังมาก่อน และอยู่เหนือเหตุผลด้วยสิ แต่ผมไม่เอาอารมณ์ให้อยู่เหนือผล จนผมต้องทำผิดหรอกครับ (คุ้นๆเพลงอะไร)
มาถึงตรงนี้ จะวรรคสุดท้ายแล้ว ยังรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างอยู่ หรือว่าผมต้องเว้นวรรคทางการเขียนไว้ก่อน เดือนหน้าค่อยกลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อให้จบ เข้าใจถูกต้องแล้วครับ การที่ผมเขียนเรื่องแต่ละเรื่อง ไม่ใช่ว่าเขียนทีละเรื่องให้จบเป็นเรื่องเป็นเรื่องไป แต่ผมเขียนทีเดียวหลายๆเรื่อง เรื่องใดที่เขียนยังไม่จบ เพราะรอเวลาเก็บข้อมูลก่อน ก็เว้นวรรคไว้ จากนั้นกระโดดไปเขียนเรื่องอื่นไว้รอก่อน เมื่อได้ข้อมูลมากพอแล้วก็วก กลับมาเขียนเรื่องเดิมต่อให้จบ โดยใช้หลัก One Subject Per Page และ One Keyword Per Page ผสมกันให้ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องนั้นๆไปในตัว นี่ล่ะครับเป็นหนึ่งในเทคนิค ที่ผมสามารถอัพเดตข้อมูลได้สม่ำเสมอ และเป็นไปตามธรรมชาติของการเขียนบล็อกด้วย
จากหัวข้อที่กล่าว (พร่ำ) มาข้างบน ลองนึกภาพดูว่า คนเขียนบล็อก (ไม่ใช่ผมคนเดียว) จะเหนื่อยขนาดไหน และไม่ใช่ว่า เค้าจะเขียนบล็อกเป็นอาชีพอย่างเดียว คนเขียนบล็อกแต่ละท่านยังมีงานประจำ ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันไป เวลาที่มี 24 ชั่วโมงเหมือนกัน ก็ดูเหมือนว่ามันจะมีน้อยกว่า 24 ชั่วโมง ยกตัวอย่างเช่นตัวผมเอง (เข้าตัว) มีงานประจำทำอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง หน้าที่ส่วนหนึ่งคือเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ (Webmaster) ส่วนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ให้พนักงานภายในบริษัท อีกส่วนหนึ่งเป็นช่างไฟฟ้า ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ ช่างโทรศัพท์ ช่างจิปาถะ แล้วเอาเวลาส่วนหนึ่งไปดูคลังสินค้า ไปส่งของ แอบทำบัญชีเล็กน้อย ไปเป็นกรรมกร บางวันไปเป็นคนสวน ไม่เว้นต้องรับผิดชอบดูแลลูกน้องอีกหลายคน เป็นเลขาคอยบันทึกวาระงานประชุม จากนั้นสรุปแล้วพิมพ์แจกพนักงาน บางทีผมต้องร่วมแจมมาเป็นพนักงานขายไปโดยปริยาย ฯลฯ ทั้งที่ผมเป็นคนเขียนแผนผังองค์กรเอง แต่ทำไมงานที่ผมทำ มันต้องรับผิดชอบมากมายขนาดนี้ และได้เงินเดือนเพียงกี่ตังค์ด้วย (ไม่บอกหรอกครับว่าได้เท่าไหร่) บางทีผมอยากออกจากงานมาเขียนบล็อกเป็นอาชีพไปเลย แต่ประเด็นมันติดที่ว่า “ผมไม่มีผู้สนับสนุน และทุนไม่มี” จุดไต้ตำตอเลยครับ จึงเป็นที่มา ของการเปลี่ยนอุดมการณ์ครั้งใหญ่นี้ เหมือน Google เปลี่ยน Algorithm เลยล่ะครับ สำหรับท่านใดที่เคยอ่าน Blog Tag ของผม จะรู้ความเป็นไปของนายเดย์คนนี้ (พูดน่าสงสาร) ท่านใดยังไม่ได้อ่านกลับไปอ่านกันเลยนะครับ อาจสร้างเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม ที่ปนมากับมุขขำๆ ที่ผมอัดใส่จนเต็มพิกัด ฮาแน่นอน
พูดมากไป ตามหัวเรื่อง “To Harp on a Blog: พูด พร่ำ ทำ บล็อก” ตรง Concept เป๊ะๆ ใครที่อ่านเรื่องนี้ คงหาว่าผมเป็นคนขี้บ่นแน่เชียว แต่ไม่เป็นไรครับ ความจริงใจของผมที่มีต่อผู้อ่าน ยังคงเหมือนเดิม ผู้อ่านคือยาชูกำลัง ผู้เขียนคือผู้ร้องขอยาชูกำลัง (ผู้เรียกร้องความสนใจ) ง่ายๆ คือผู้เขียนยังต้องการผู้อ่าน ฉันใดก็ฉันนั้นล่ะครับท่าน


ลองให้ความสำคัญกับ adsense ดูซิครับ แล้วจะรู้ว่า มันได้มากกว่าที่หลายๆคนคิด ยิ่งถ้ามีพื้นฐานทางคอมฯยิ่งได้เปรียบครับ blog ทำเงินกทำ็แยกไป ส่วน blog เพื่อสังคมก็อีกอัน ไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว แต่เสริมกัน ตอนนี้ผมหันมาเล่นเรื่อง affiliate ผ่านทาง adwords แล้ว หลังจาก adsense อยู่ตัว(กลายเป็นรายได้หลักไปซะแล้ว จนต้องออก blog ภาษาอังกฤษอีก 1 blog)
ประโยคที่ว่า It’s too good to be true เกิดขึ้นได้กับ internet marketing ครับ
เขียน blog อาจจะไม่ถึงกับเป็นอาชีพได้ในตอนนี้ แต่ถ้าเขียนดี มันจะสร้าง traffic ให้ weblog อื่นๆของเรา (ของคุณ day ได้ตั้ง PR4 เห็นอยู่แล้วครับว่าช่วยได้มาก) จนสามารถ make money ได้จริงๆและมากมายมหาศาล ดูอย่างคุณ phun ซิ หนีไปบวชที่ธิเบตแล้วเพราะคิดไม่ตกว่าจะเอาเงินไปทำอะไร อิอิ
เหอๆๆๆๆ นั่นอาจารย์ BigNose มาเป็นชุดเลย..ตอนแรกจะคอมเมนท์ คุณเดย์เชียวน๊ะเนี่ยะ แต่มาคอมเมนท์อาจารย์ดีกว่าแหะ ด้วยเหตุที่ ไม่ค่อยได้พบเจอะเจอกันเลยพักนี้ แอบหนีไปปั่นเงินนี่เอง…เดี๋ยวจะส่งทีมงานไปช่วยคลิก ให้ Google แบนไปเลยฮะๆๆๆๆ (ล้อเล่นหนะครับ) อิอิอิ
อือ..สำหรับคุณเดย์ผมว่าเป็นคนที่ตั้งใจครับ ทำอะไรสำเร็จแน่นอนครับ อย่างที่แห่งนี้ แต่เชื่อเถอะครับสักวันทุกอย่างจะเป็นของเรา เพียงแต่ตอนนี้นั้นอาจต้องรอเวลาครับ วันหนึ่งก็อาจรวยไม่รู้เรื่องเหมือน ๆ กับคุณ phun นั่นแหละครับ อีกหน่อยอาจารย์ BigNose ก็คงไปอีกคน แล้ว ผมจะอยู่ใยกันเล่าเนี่ยะ
ขอบคุณ ท่านปรมาจารย์ทั้งสองเป็นอย่างยิ่งครับ ที่แนะนำ การทำ AdSense ที่ผมเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือจะไปเล่น AdWords ไม่ก็ Affiliate นั้นยากเอาการ ยิ่งความรู้ทางภาษาไม่ค่อยจะมี ยิ่งยากไปใหญ่ ในเรื่องของพวกนี้ ผมจัดตัวเองยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น หรือเด็กใหมที่ยังอ่อนหัด จึงไม่กล้าที่จะเขียน เรื่องเกี่ยวกับพวกนี้ออกมา ก็อาศัยแหล่งความรู้จาก Blog ของคุณ BigNose คุณ Make Many ของคุณเก่ง พี่ไท้ และอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่ตอนนี้ก็ลองๆเล่นอยู่ ยังไม่ได้ผลเลย แม้แต่นิดเดียว อย่างหนึ่งต้องอาศัยเวลาด้วยล่ะมั้งผมว่า ถึงตอนนี้ในความคิดผม ถ้าจะ Make Money ออนไลน์กันจริงๆจัง ต้องหัน Concept มามองในเรื่องของ Web 2.0 ลงลึก ประยุกต์ใช้ในเรื่อง APIs, Mashups พวกนี้ คงอยู่ได้นานหน่อย ทำเงินได้มาก และเรื่องนี้คงต้องพึ่งพี่ไท้แล้วครับ เพราะเป็นในส่วนของ Software as a Service ส่วนคุณ Phun นั้น เห็นว่าไปเที่ยว ธิเบตแล้ว ยังไงก็ขอให้สนุกสนานนะครับ
แวะมาเยี่ยมครับ หลังๆ รู้สึกว่าจะเครียดกันจัง
ขอให้สู้ต่อไปครับ รออีกหน่อย มะม่วงก็จะสุกแล้ว
สวัสดีครับพี่ จริงๆแอบเข้ามาอ่านบลอกพี่อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยเมนท์ 55+
แต่ครั้งนี้อ่านดูแล้วกระตุ้นความคิดอะไรของผมบางอย่าง
“อุดมการณ์หลักของ iDayBlog ที่ยึดถืออยู่ภายใต้อารมณ์ของผู้เขียน ไม่ใช้การตลาดหรือธุรกิจมาเกี่ยวข้อง” โห นี่เขียนตามอารมณ์แล้วเหรอครับ ผมว่าบลอกพี่โคตรจะมีสาระเลยครับ 55+ ตอนแรกผมนึกว่าเป็นบลอกทางเทคโนโลยีหรือไม่ก็เรื่องบลอกแบบ keng.com ซะอีกครับ (ที่ผมติดตั้ง wordpress เป็นยังเป็นเพราะมาอ่านบลอกพี่เลยครับ)
ก็หันมามองตัวเอง ผมเองทำบลอกมาได้เดือนนึง อุดมการณ์เหมือนพี่ในระดับนึงเลยทีเดียว 55+ ต่างกันที่ผมเองถ้ามีโอกาสที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจผมก็จะทำนะครับ แต่ว่าตอนนี้ผมจะอยากเขียนอะไรก็เขียนเป็นหลัก
ก็ไม่รุ้ว่าผ่านไป 3 เดือนผมจะเปลี่ยนแนวคิดรึเปล่านะครับ 55+
ไว้ผมจะคอยแวะเข้ามาอ่านบลอกพี่นะครับ…
ตอบคุณ Rath บล็อกนี้ ผมสร้างขึ้นด้วยใจจริงครับ ถ้ากลับไปอ่านเรื่องเก่าๆตอนเริ่มเขียนบล็อกใหม่ๆ จะรู้ผมเขียนบล็อกตามอารมณ์ เอามันส์ไว้ก่อน เรื่องอื่นไว้ทีหลังครับ ส่วนเรื่องธุรกิจนั้น ผมมีแนวคิดเช่นเดียวกับคุณ BigNose คือให้แยกออกมาต่างหาก และผมก็เปิดรับแนวคิดทางการตลาดสมัยใหม่เสมอๆ
payperpost ขอรายละเอียดหน่อย
http://tour-thai.net