สะนูว่าว เสียงดนตรีเบาๆ ขับกล่อมชาวทุ่ง
สายลมเอื่อยๆ พัดยอดหญ้าปลิวไหวสองข้างถนน ข้าวที่เก็บเกี่ยวเหลือเพียงตอ มีเสร็จไปบ้างบางทุ่ง คงความละมุนเมื่อแสงอาทิตย์อ่อนๆ ส่องกระทบยอดหญ้า ที่แทรกกิ่งใบผ่านตอซังข้าวเหล่านั้น กระนั้นมันพลันให้ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว เสร็จใหม่ๆ
เมื่อลมโชยโบก เราชาวชนบทมักได้ยินเสียงว่าวธนู (ว่าวสะนู) แว่วเสียงพัดพลิ้วล้อลม ตื๊อตึ่ง… ตื๊อตือ… ตื๊อตึ่ง… ยิ่งในช่วงกลางคืนดึกๆ ดื่นๆ เวลาที่ไร้ซึ่งเสียงรบกวนใดๆ เสียงว่าวธนูเหล่านั้น จะยิ่งส่งเสียงล้อเลียนการเล่นดนตรีได้อย่างไพเราะเสนาะหู ขับกล่อมบ้านทุ่ง ชวนให้เราหลับใหล ไม่อยากทำอะไร แม้จะแค่ขยับตัว
ในสมัยเด็กนั้น ชีวิตผมต้องล้มลุกคลุกคลาน ผ่านอุปสรรคอย่างตอซังข้าวบ่อยๆ เพราะการจะพาว่าวขึ้นสู่ที่สูง ติดลมบนได้นั้น ไม่ใช่มีแค่ปัจจัยเรื่องกระแสลมเพียงอย่างเดียว ตัวว่าว หางว่าว หัว หู ปีก ทุกอย่างผนวกเข้าหากัน จนได้ความสมดุล
การใช้ความสามารถของธรรมชาติ (แรงลม) ฝ่ากฎเหล็กของธรรมชาติ (กฏแรงโน้มถ่วง) โดยส่งวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นไปบนทองฟ้า (ว่าว) ทั้งนี้อาศัยเพียงสายลม ด้วยการเสียดทานของแรงลม ทำให้เครื่องดนตรีที่ติดไปกับว่าวสั่นสะเทือน (ธนูหรือสะนู) ส่งเสียงออกมาให้เราได้ยิน ประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติแต่อย่างใด ในทางกลับกันคนเราชอบทำลาย ความเป็นธรรมชาติเสียมากกว่า
ภูมิปัญญาท้องถิ่น อ้างอิงธรรมชาติอย่างว่าวธนู ก่อให้เกิดเสียง ในท่วงทำนองที่ไพเราะ บางทีก็ฟังลื่นหูดีกว่าเสียงจากเครื่องดนตรีประดิษฐ์ หรือเสียงที่สังเคราะห์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่เป็นแค่เสียงหลอกๆ และดีไม่เท่า เสียงหมาเยี่ยวรดสังกะสีด้วยซ้ำไป ฮาๆ
อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจกันว่า ภาวะโลกร้อนมีผลทำให้ฤดูกาลโลกเราผิดคิว เมื่อหลายปีก่อน อากาศจะเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ตอนปลายฝนต้นหนาว ประมาณปลายเดือนตุลาคม แต่ปีนี้เวลาเลยผ่านมาครึ่งค่อนเดือนพฤศจิกายนแล้ว สภาพอากาศก็ยังทำเป็นเล่น ร้อนๆหนาวๆ จับทิศทางไม่ได้ แม้พยากรณ์อากาศจะแม่นนักแม่นหนาก็ตาม
กระนั้นการปล่อยว่าวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ยังต้องพึ่งลมหนาวให้หวนมาเยือนทุกปีๆ อยู่ดี แต่จะด้วยภาวะโลกร้อนที่กล่าวมาข้างต้นหรือไร ที่ทำให้ฤดูแห่งการเล่นว่าว ของบ้านทุ่งเรา ต้องถูกเลื่อนออกไป อย่างเลื่อนลอย….



ธรรมชาติให้เรามาเยอะแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้คืนเค้า อิอิ แต่อย่าง 2012 ไม่เอา ดาวรับไม่ได้ 555+
เย้ เย้ เย้ ได้มาเปิดบริสุทธิ์ คอมเม้นท์นายเดย์ อิอิ (~o ̄▽ ̄)~o
ไรอ่ะ ก็เราเห็นยังไม่มีใครมาเจิมนิ ไม่ยอมๆๆๆๆๆ เจิมช้ากว่าคุณ Nirak ไม่ยอมๆๆ ToT
เคยทำเหมือนกันครับตอนเด็ก ว่าวติดลมแบบถาวรเลย เพราะมันค้างที่ปลายต้นยางใหญ่ หุหุ ธนูก็ติดด้วย
คิดถึงตอนเด็กชีวิตช่างมีความสุขยิ่งนัก ไม่มีอะไรให้คิดมากมาย…เฮ้อ
เขาเกี่ยวข้าวกันแล้ว ที่บ้านเรายังไม่ได้กินข้าวใหม่กันสักที….ได้กินข้าวใหม่ในฤดูกาลนี้ไปหรือยังเอ่ย??
เหมือนบ้านผมเลย!!!
ขยัน update จัง ผมมั่ง กลับไปเขียนก่อน
เห็นบรรยากาศท้องทุ่งแล้ว คิดถึงบ้านจัง นั่งปิ้งปลากลางท้องนากับเบียร์เย็นๆ แล่มสุดๆ
@Nirak ดูหนังเรื่องนั้นมาแล้วเหมือนกัน รู้สึกเฉยๆอ่ะครับ ไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่
@joyc มาแย่งกันเปิดบริสุทธิ์เลยหรือจอย แหะๆ
@หมออนาเมา อันนั้นเค้าเรียกว่าภัยธรรมชาติรูปแบบหนึ่ง หรืออุปสรรคการเล่นว่าวอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คนเล่นว่าวทุกคนต้องเจอ
@tong ชีวิตวัยเด็กแหละ สนุกสุดๆ เพราะไม่มีอะไรให้คิดเยอะๆเหมือนทุกวันนี้
@ใจ ได้กินแล้วครับพี่ใจ หมดไปหลายกระติบแล้ว อิอิ ข้าวใหม่นี้จะหอมและรสดีกว่าข้าวคาปีครับ ว่างั้นไหม?
@tom
@10Logic เขียนไปเรื่อยเปื่อย คิดเรื่องไหนได้ เขียนเรื่องนั้น ไม่ยึดติดครับ แหะๆ
@108blog ตรังน้ำท่วมมิใช่รึนายโอ ไปจิบเบียร์กลางน้ำคงไม่เหมาะกระมัง
เห็นฟางแล้วให้เริ่มนึกถึง…ฤดูหนาวเริ่มมาเยือนแล้ว…พร้อมกันนั้นยังมีเด็กน้อยๆ วิ่งว่าวอีก…
ทำให้นึกตอนป็นเด็กเลยครับ