เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
หลายสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการบรรยายในหัวข้อ “การบริหารและจัดรายการวิทยุท้องถิ่น” ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมวิทยุท้องถิ่นอุดรธานี บรรยายโดยผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ขออนุญาตไม่เอ่ยนามแล้วกันครับ จากหลายๆที่หัวข้อในการบรรยาย กล่าวถึงด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ ไม่เว้นแม้กระทั่งหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วย และหัวข้อเรื่องสุดท้าย ที่ผู้เขียนสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าผู้เขียนจะจัดรายการวิทยุเองนะครับ แต่เนื่องจากมันเกี่ยวพันไปถึง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วยครับ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย โดยเลือกเอาข้อเด่นๆ มาเป็นประเด็นเดินเรื่อง จะได้ดูน่าสนใจขึ้นมาหน่อย คือ “เวทีแห่งความคิด”
รายการวิทยุบางช่วงนั้นจะเปิดสายหน้าไมล์ ให้ผู้ฟังสามารถแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้ อาจจะเป็นเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องถึงความเป็นไปของบ้านเมือง ถ่ายทอดความรู้ สร้างกระแส แต่ทั้งนี้ที่แปลกใจ อยู่ในส่วนของนักจัดรายการวิทยุ (ดีเจ) เอง คือดีเจนั้นจะพยายามควบคุมรายการช่วงนี้ ที่เปิดสายให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นเข้ามา ถ้ามีความคิดเห็นโอนเอียงมาทางตนก็ปล่อยให้พูดได้ยาวๆ พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าความเห็นตรงกันข้ามจะพยายามตัดบท ต่อต้าน แล้วตัดสายทิ้ง ซึ่งเกิดจากการวางตัวไม่เป็นกลางของสื่อ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงวิพากษ์ วิจารณ์ เท่านั้น แต่ยังให้เสียงสนับสนุนอีก และต้องเข้าใจเหมือนกันว่าเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของสื่อด้วย ไม่ถูกสั่งปิดจากผู้มีอำนาจควบคุมไปเสียก่อน หลังจบรายการ
การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ เลือกเอาเรื่องราวที่คิดว่าปลอดภัยมานำเสนอ ส่วนตัวคิดว่าสื่อบางประเภทที่ปิดกั้นได้ยากๆ อย่างวิทยุท้องถิ่น ยังถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ/เจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ผู้มีอิทธิพลอื่นๆ ได้ และปัจจุบันอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์/Blog ซึ่งเป็นเวทีชุมชนออนไลน์ ยังถูกอำนาจมืดดังกล่าวปกคลุมไปด้วย จากหลายๆเหตุผลที่ไม่เปิดเผย หรือต้องการปิดบัง ซ่อนเร้น ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม โดยใช้ข้ออ้างเพียงเล็กน้อยว่าเว็บไซต์/Blog ดังกล่าวไม่เหมาะสม หรือเข้าเว็บไซต์/Blog นั้นไม่ได้เลย และทำทีแสดงให้ผู้ใช้ได้เห็นว่ามันเกิดปัญหา ที่ตัวเว็บไซต์หรือเครื่องให้บริการเสียเอง
เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้นึกถึงบทความหนึ่งที่คุณชายขอบเขียนไว้คือ “การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อกำลังก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง” ซึ่งแปลจาก Self-censorship causing serious damage แถลงการณ์ของกรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ลองไปอ่านดูครับ
จากปัญหาที่พบได้ตรงนี้ มีคำถามตามมามากมาย สุดท้ายก็หวังจะปิดปากด้วย “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ….” อะไรจะปัจจุบันทันด่วน ขนาดนั้น หลังจากร่างกันมานมนานและไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จสักที อยู่ๆก็ผลุดขึ้นมาเฉยๆ และต้องเสร็จพร้อมบังคับใช้ด้วย มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ต้องถูกบั่นทอนอีกตามเคย ปัญหาที่ตามมาคือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะกลัวความผิด และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Blogger อย่างเราๆ จัดอยู่ในมาตราที่ 13 และ 14 ของ พ.ร.บ. ลองหาอ่านดูนะครับ หรืออ่านที่ กฎหมาย ที่ร่างกันแบบไม่เร่ง แต่ผ่านกันแบบรีบ ๆ เขียนโดย http://biolawcom.de/ เขียนแบ่งเป็นตอนๆ ได้น่าสนใจดี ไม่น่าเบื่อ เหมือนเรียนกฎหมายหรอกครับ ส่วนเรื่องนี้ iDayBlog จะนำมาชี้ชัดๆ อีกที และเลือกจะเจาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Blog ครับ


ถ้าเจ้าของบล็อกรู้กฎหมาย และฉลาดเป็นกรดเฉกเช่นคนจบนิติศาสตร์ ก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะคนแบบนี้สามารถที่จะพลิ้วได้ตามสถานการณ์อยู่แล้ว เรื่องจะถูกกฎหมายเล่นงานคงไม่มีทางครับ
สื่อคือแหล่งกำเนิดอำนาจที่มีความใกล้ชิดกับธุรกิจผูกขาดและกลไกรัฐครับ ดังนั้นลักษณะของสื่อจึงรับใช้อำนาจ และทำไปทำมาตนเองก็มีอำนาจ ดังนั้นการเกิดวิกฤติของสื่อจึงมีอยู่เสมอครับ