ทริปนายเดย์ที่วัดภูทอก
วันนี้เหนื่อยมากเป็นพิเศษ เพราะงานค่อนข้างจะยุ่งทั้งวัน ก็เล่นแง่หนีงานเองนี่หว่า เวลางาน 2 วัน เสาร์-อาทิตย์ เลยยกยอดรวมมาจัดเอาเมื่อวานกับวันนี้ ได้เป็นช่างจำเป็น ก็วันนี้แหละครับ ขึ้นๆลงๆออฟฟิส เป็นกิจกรรมที่ผมถนัดนัก เสียเวลาไปกับการเอ้อระเหยซะเป็นส่วนใหญ่ เหอะๆ
มาต่อกับเรื่องเมื่อคืน ที่ผมพึ่งจะเขียนไป เหยียบพื้นดินบุ่งคล้า ไม่ได้เสียค่าวางเท้าเหมือนข้ามฝั่งไปลาวนะครับ สบายใจได้
วัดภูทอก (วัดเจติยาคิรีวิหาร) เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยว (ที่ไม่เชิงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก เพราะทางวัดจัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเสียมากกว่า) ที่น่าเที่ยวและมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ด้วยความเด่นในเรื่องของความแปลกประหลาด น่าอัศจรรย์ใจ วัดอะไรอยู่บนภูเขา มีบันไดที่ทำด้วยไม้ค้ำยัน รายล้อมภูทอก เป็นที่อึ้ง ทึ่ง เสียว น่าลองแวะไปเที่ยวยิ่งนัก
ผมเองได้ยินชื่อวัดภูทอก มานานพอสมควรแล้วครับ อาจจะด้วยความที่ตัวเอง เคยไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านละแวกนั้นหรือเปล่า แน่ล่ะครับ ชาวบ้านแถวนั้น มีการปลูกยางพาราเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น การที่ผมไปอยู่แถวนั้น ผมจะไปประกอบการเกษตรกรรมอย่างอื่นได้หรือ การกรีดยางไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม การเรียนรู้ด้วยตนเองจากการเดินตามนั้น เป็นทางออกหนึ่ง ที่ใช้ได้ผลกับผมด้วยสิ
ภูเขาแถวนั้นมีอยู่ 3 ภูด้วยกันคือ ภูสิงห์ ภูวัว และภูทอก ผมไปอยู่แถวภูสิงห์ครับ ในสวนยาง อากาศบริสุทธิ์แสนจะบรรยาย กลางวันร้อนตับแตก ส่วนกลางคืนหนาวแทบตับแข็ง ไม่ค่อยได้เห็นเดือน เห็นตะวันกับคนอื่นเค้าหรอก เพราะต้นยางบัง พระอาทิตย์ก็ตกตั้งแต่สี่โมงเย็น เพราะภูสิงห์บดบัง สัตว์ป่าเยอะครับ ออกกรีดยางที ต้องสะพายปืนติดหลังไปด้วย ลำพังแบตเตอรี่ส่องไฟ ก็หนักพอแรงแล้ว มีปืนติดไปอีก เหอะ พี่น้องแม้วเอ้ย บรรยายด้วยภาษาเขียนไม่ถูก
ผมถูกทิ้งให้เฝ้าสวนยางบ่อยครับ เพราะมีสวนให้กรีดถึง 3 สวน กรีดกับลูกพี่ลูกน้อง 3 คน (รวมผมด้วย) พอกรีด 2 สวนแรกเสร็จ พี่ชายทั้ง 2 จะขับมอเตอร์ไซต์ไปกรีดอีกสวน ที่ห่างกันไกลโข หลายกิโลแม้วเหมือนกัน พอกลับมาถึง ผมเองก็เก็บน้ำยางรอจะเสร็จเป็นสวนแล้วครับ อากาศที่ว่าหนาวๆตอนกลางคืน ลองไปเดินกรีดสักแถวดูสิ เหงื่อฟาด
เข้าป่าเข้าสวนยางไปไกล… ผมเดินทางไปชมวัดภูทอก ในวันออกพรรษาพอดิบพอดี ออกจะสะบักสะบอมมอมแมมนิดหน่อย เพราะขับมอเตอร์ไซต์ไปกัน 2 คนกับออม การเดินทางออกจากบุ่งคล้า กว่าจะถึงวัดภูทอก ก็ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที ด้วยระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ไม่เร็ว ไม่ช้า น่าจะพอสมควรกับเวลากระมัง
พอเดินทางมาถึง เปิดกล่องนมดื่มเพื่อเพิ่มกำลัง บรรจงถ่ายรูปนี้ ตอนนั่งดูดนมอยู่แถวเจดีย์พระอาจารย์ จวน กุลเชฎโฐ รูปไม่สวย เพราะมัวแต่ดูดนม
ก่อนขึ้นภูทอก เราทั้งสองขึ้นไปชมเจดีย์พระอาจารย์ จวน ก่อนครับ ก่อนขึ้นจะมีป้ายบอกเสมอ กรุณาทำตามกติกานั้นๆด้วยนะครับ
ผมชอบประติมากรรมแกะสลักหินต่อ คล้ายๆจิ๊กซอร์ ที่มารวมต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว รอบๆเจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ จวน สวยงาม ตามแบบฉบับช่างพื้นบ้านอีสานไทเฮา
พระเจดีย์สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยหินแกรนิตลายบลูเพิร์ล สลับดำไทย บันไดหินกรวดล้างสีเทา ที่รู้ลึกซะขนาดนั้น เพราะทำงานเกี่ยวกับหิน ได้เอาวิชาหากินมาใช้ก็วันนี้แหละ
พอนมหมดกล่อง ขอเข้าห้องน้ำก่อนขึ้นภู เดี๋ยวจะไปปวดขี้เอาบนภู จะกลายเป็นเรื่องลำบาก ว่าแล้วก็ขอเก๊กท่า ตรงทางขึ้นเสียก่อน
จะได้จดได้จำเป็นที่ระทึก เห้ย… ระลึกว่า กาลครั้งหนึ่ง เราเคยเดินทางมาเยี่ยมชมที่นี่ มีลูกอวดลูก มีหลานอวดหลานครับ
ไม่ได้ตั้งใจจะเหมือนเป้ อารักษ์ แต่บุคลิกภาพมันพาไป ถ่ายก่อนเดินขึ้นชั้น 1 หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่รู้ตัว ว่าแข้งขาจะบรรลัย ตอนก้าวขึ้นบันไดเลยนะเอ็ง
พอผ่านชั้น 1 ได้ ร่างกายเริ่มหอบ นักท่องเที่ยวบางท่านหยุดพัก ส่วนนายเดย์กับนางออมเรา ก้าวต่อไป ในใจโวยวายตัวเอง ไว่น่าใส่กางเกงยีนส์มาเลย ขาแข้งฝืดๆพันๆยังไงไม่รู้
อีกหนึ่งจุดที่ผมประทับใจ คือช่องเขา เดินขึ้นชั้น 5 ที่มี 2 ทางเลือก คือการเดินอ้อมรอบภู หรือเดินลอดช่องภู ชันนิดหน่อย แต่เร้าใจดี ติดใจตรงที่ การสร้างบันไดไม้ลอดช่องภูนี้ ทำกันได้ยังไง เหนือวิศวกรรมจริงๆ
ถ้ำพระวิหารชั้น 5 นักท่องเที่ยวบางท่าน มาถึงจุดนี้ก็ใจออก ไหว้พระ ทำบุญ ก็เดินลงภูกันไป แต่นายเดย์ของเราไม่ใช่ มาทั้งที ต้องไปให้สุด
อยากจะร้องให้เป็นภาษาบาลี แต่มาถึงจุดนี้ คงต้องไปเดินชมวิวทิวทัศน์ตามป้ายท่านบอก
ผมตั้งใจถ่ายรูปตรงจุดนี้เป็นพิเศษ เพราะขาแข้ง มือไม้เริ่มสั่น ไม่ได้ล้าเกิน แต่เสียวเกิน ถือว่าเป็นจุดวัดใจจุดหนึ่ง ที่ใครไม่เดินต่อก็เทียบกับว่า ยังมากันไม่ถึงภูทอก ตรงจุดนี้ ผมเริ่มเห็นว่า นักท่องเที่ยว เริ่มหวาดๆ และส่วนมาก จะเดินกลับ ไม่เดินชมวิวรอบชั้นนี้ และตรงไปที่ชั้น 7 กันเลย
อย่าได้บังอาจไปยืน ณ จุดนี้ ไม่มีใครเค้าทำกันหรอกครับ ตอนนี้ผมอยู่บริเวณชั้น 6 เดินฝ่าหญ้าออกมาตรงหน้า ตอนเดินก็ระวังตีนสุดขีด เผลอไถลลื่นสะดุดตีนตัวเองลงไป เป็นได้ม่องเท่ง เป็นผีเฝ้าภูเป็นแน่แท้ครับ ดูมือผมสิครับ จับกิ่งไม้ไว้แน่น นักท่องเที่ยวข้างล่างก็มองกันขึ้นมาดู โถ่พี่ครับ ผมแค่มาเก็บรูป ไม่ได้มาทำอย่างอื่น ดูกันจัง
ด้านหลังผมนั่น เป็นกุฏิเก่า ที่หลวงปู่จวน ท่านใช้ปฏิบัติธรรม ปัจจุบันเป็นที่เก็บกระดูกแม่ชีขาว แม่ชีผู้แรกแห่งวัดภูทอก ผู้มีประวัติร่วมกันมากับหลวงปู่จวน เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ลึกซึ้งมากครับ ผมไม่ขอพูดถึง ใครอยากทราบ หลังไมค์ล่ะกัน
ถึงเวลาที่เราต้องก้าวเท้าเดินต่อ ในขณะที่คนอื่นๆเดินย้อนกลับ ยอมรับว่าออมเค้าใจเด็ดมากครับ ที่ร่วมเดินเท้ามากับผม เราเดินไปคุยไป ถ่ายรูปไป พอบรรเทาอาการเสียวสันหลังได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ทุกก้าวย่าง ต้องระวังสุดชีวิต ทั้งที่จริง ทางเดินที่สร้างด้วยไม้นั้น แข็งแรงมากครับ มีการค้ำยันไว้กับตัวภูเขา ปลอดภัย ส่วนจะรับน้ำหนักได้เท่าไหร่นั้น ไม่มีการยืนยันชัดเจน แหะๆ
ระยะทางรอบภูทอกตรงชั้น 6 นั้น ตามข้อมูลอ้างอิง ชี้มาที่ 800 เมตร แต่ผมว่ามันเยอะกว่านั้น หรือว่าเยอะที่ใจเราหว่า…. ในที่สุดเราทั้งสองก็ทำสำเร็จครับ ถือว่าเป็นหนึ่งประวัติศาสตร์ที่ได้ทำอะไรร่วมกัน งานนี้เสียวกว่ามีอะไรกันเสียอีก เว้อ…..
ไม่อยากจะเชื่อว่า เราขึ้นมาถึงจุดที่สูงที่สุดของภูทอกจนได้ครับ ว่าแล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย บางท่านอยากเห็นหน้าออมกันนัก ก็เลยจัดให้ จัดแจงตั้งกล้องถ่ายเอง ได้แค่นี้ก็บุญแล้วครับ
ใส่รูปประกอบการบรรยายเยอะ เพราะอยากแนะนำให้มาเที่ยว อีกทั้งไม่อยากเล่าประวัติความเป็นมาของวัดภูทอกมากนัก กลัวเพื่อนๆ จะเบื่อซะก่อน ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ลองๆค้นหาอ่านกันเอาเองนะครับ อ้อ… ลืมบอกไปว่าวัดภูทอก ตั้งอยู่ที่จุดใดของจังหวัดหนองคาย ก็ตามนี้เลยล่ะกัน
วัดภูทอก หรือวัดเจติยาคีรีวิหารตั้งอยู่ที่บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ที่ 6 ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย 43210
ส่วนจะหากันเจอหรือไม่นั้น ก็ตามบุญตามกรรมของท่านเด้อ นายเดย์ไม่เกี่ยว หรือถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ปรึกษาผมได้ ยินดีรับใช้ครับ
ปล. นายเดย์จบทริปนี้ ยังมีที่ต่ออีกนะครับ ติดตามต่อพรุ่งนี้เด้อ….















ผมไปละครับ แน่นานละ ขึ้นไม่ถึงชั้น 7 เพราะตอนนั้นมีถึงแค่ชั้น 6 ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า ดูดนมในวัด บาปนะพี่ เออะะะะ ๆๆ
เป็นอีกที่ ที่อยากไปเยี่ยมเยือนมากที่สุดครับ
กว่าจะขึ้นไปถึงยอด ปวดขาไปเลยละซิ อิอิ
@หมออนาเมา เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยี่ยมชมครับคุณหมอ ทางขึ้นชั้น 7 พึ่งสร้างไม่นานนี่เองครับ บันไดไม้ยังใหม่ๆอยู่เลย แต่ขึ้นไปแล้ว มีจุดชมวิวแค่จุดเดียวนั่นแหละ ที่เห็นในรูป ส่วนอื่นก็เป็นป่าไม้ไปเสียหมด
@charin เชียร์เลยครับลุง สวยมากจริงๆ เห็นแล้วต้องอึ้ง ไม่ได้เสียค่าเข้าชมด้วยครับ
@joyc แข้งขาไม่เท่าไหร่ แต่น้ำดื่มไม่ติดมือไปเนี่ยดิ คอแห้งสุดๆ
สถานที่เงียบสงบ บรรยากาศก็ดีทิวทัศน์ก็สวยมากครับทึ่งกับภูมิปัญญาผู้สร้าง มีโอกาศอยากไปสัมผัสบ้างครับ