ที่จริงผมก็ไม่มีประสบการณ์โดยตรงกับเรื่องนี้ มามากเท่าไร่ อาศัยแค่การอ่านและศึกษาตามอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ บล็อก กระดานข่าว ที่แชร์ความรู้ด้านนี้มาเท่านั้น ดังนั้นบทความนี้ จึงเกิดขึ้นจากแหล่งความรู้ ที่มีอยู่แล้วบนอินเตอร์เน็ต ผสมกับแนวความคิดเพียงเล็กน้อยของผมปนลงไป จากนั้นกลั่นกรองข้อมูลนิดหน่อย ผลสรุปที่ได้จึงออกมาเป็นครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ ให้นำไปต่อยอดประยุกต์ใช้เองนะครับ

1. คำถาม (Ask a Question) การเริ่มต้นด้วยคำถาม โดยใช้วาทศิลป์ (อันสูงส่ง) หว่านล้อม ช่วยกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็น ของผู้อ่านเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ได้ฉันใด การเริ่มต้นด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านพัวพัน หมกมุ่น อยู่กับเรื่องราวที่ตนอยากรู้ ไปจนจบเรื่องได้ฉันนั้น (ครับ)

2. แชร์เกร็ดเล็กๆน้อยๆ (Share Tips) เรื่องนี้ต้องพึ่งประสบการณ์ (บารมี) ที่คุณมีอยู่แล้วล่ะครับ โดยดึงความรู้นั้นออกมาใช้ เผยแพร่ แนะนำให้คนอื่นรู้ด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อผู้อ่านได้อ่านเจอเรื่องราว ในรูปแบบเช่นนี้แล้ว จะยิ่งชอบ และนับถือ ชวนให้อยากติดตามผลงานเรื่องต่อไปครับ

3. ปลุกจินตนาการ (Imagine) “แม้แต่ จอห์น เลนนอน ก็ยังร้องเพลง Imagine จินตนาการว่ามวลมนุษย์ จะอยู่ กันอย่างสันติ” (เพลงคาราบาว) “นวัตกรรมใหม่เกิดจากจินตนาการที่ไม่รู้จบของมนุษย์” อย่าแปลกใจที่ผมโยงเรื่องไปมา ชวนให้วกวน ไม่มีอะไรหรอกครับ แก่นแท้มันอยู่ที่ “จินตนาการ” คำเดียวเท่านั้น แต่สรุปง่ายๆ กับได้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรกเขียนเรื่องราวที่อ่านแล้ว มองเห็นมโนภาพ หรือจินตนาการตามได้ อาจจะเขียนเป็นบทละครใช้ภาษาง่ายๆ เข้าใจกันได้ทุกคนก็ได้ครับ ประเด็นที่สอง คือเขียนเรื่องราวในเชิงจินตนาการ แฟนตาชี มหากาพย์ (อะไรกัน นึกว่า Pirate’s of the Caribbean) ถ้าเขียนได้ จะน่าติดตามมากๆ

John Lennon - Imagine

4. เปรียบเทียบหรืออุปมาอุปมัย (Simile or Metaphor) ลองยกตัวตัวอย่างของสิ่งของสองสิ่ง มาเปรียบเทียบกัน ถึงข้อดี ข้อเสีย ข้อเด่น และข้อด้อย กันดูสิครับ เช่นเอาเครื่องเล่น MP3 สองยี่ห้อมาเปรียบเทียบกัน จากคุณสมบัติ ราคา ฟังก์ชันในการใช้งาน วิเคราะห์เรื่องดีเรื่องเด่นออกมา เขียนเป็นเรื่องให้คนอ่าน คิดดูสิครับ จะน่าติดตามเพียงใด (อย่าใช้ในทางที่ผิดเพื่อขายสินค้า ของตนแล้วกัน)

5. อ้างถึงสถิติ (Statistic) ตัวเลขหรือข้อมูลทางสถิติ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ทำให้บทความใน Blog คุณน่าเชื่อถือขึ้นได้ ยิ่งถ้าข้อมูลนั้นเป็นที่โจษจันมากเพียงใด Blog คุณก็จะเป็นที่ยอมรับได้มากเพียงนั้น ดังนั้นแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับในข้อนี้ คือความน่าเชื่อถือของ Blog นั่นเองครับ

Bonus “50 คำ ตอนเริ่มบทความ มีผลต่อผู้อ่าน ว่าจะอ่านหรือไม่อ่านต่อดี” ถ้าใครเคยร่างต้นฉบับ ส่งสำนักพิมพ์คงรู้จักกันดี เพราะนี้เป็น หนึ่งในเทคนิคการเขียนบทความกันเลยทีเดียวครับ (ผมยังไม่เคย แม้แต่เรื่อง E-Book ที่เกริ่นไว้ ยังไม่ถึงไหนเลย) ตอนเริ่มขึ้นบทความใหม่ๆ ต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อไป และต่อไป จนจบเรื่อง ผู้อ่านก็อยากติดตาม ต่อไป และต่อไป จนจบเรื่องเหมือนกัน (ท่าดีทีดี ไม่ใช่ท่าดีทีเหลว)

เรื่องโม้อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน

,

คึกคักจังมี 8 ความเห็นแล้ว

  1. พี่ไท้ Says @ 07-01-4 10:58 pm

    ปฏิบัติตามครับ ^o^

  2. chokelive Says @ 07-01-5 12:06 am

    ดีครับ พักนี้ ผมยิ่ง คิดไอเดียไม่ค่อยออกอยู่ด้วย :)

  3. WebMaster Says @ 07-01-5 9:03 am

    พี่ไท้ ^o^ สัญลักษณ์ประจำตัวหรือเปล่าครับ เห็นไปที่ Blog ไหนๆ มี ^o^ ปิดท้าท้ายหรือขั้นกลางแทบทุกครั้ง คุณ Chokelive เปลี่ยน Theme ของ Blog ใหม่ ดูสดใสอ่านง่ายง่ายขึ้นเยอะนะครับ

  4. john Says @ 07-01-5 11:10 am

    john lennon ของผมเกี่ยวอะไรด้วย john ของผมๆๆๆ

  5. WebMaster Says @ 07-01-5 1:57 pm

    ผมก็เล่นมุขไปงั้นล่ะครับ คุณ John ทีแรกกะว่าจะเอา John Redtor อะครับ กลัวคุณ John ว่าเอา เพลงช้ำรักจากสุพรรณนั่นนะ

  6. yokey Says @ 07-01-5 5:55 pm

    ปลุกจินตนาการ (Imagine) ช่วงนี้ผมขาดขอนี้อย่างแรงครับ เพราะมีแต่ความเพ้อเจ้อ และจะพยายามปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาครับ

  7. Make Many Says @ 07-01-6 1:34 pm

    อืออือ..เป็นทิปที่น่าสนใจมาก ๆ เลย นับว่ายอดเยี่ยมเยี่ยมจริง ๆ เลยครับ

  8. CityBlue Says @ 07-01-7 3:26 am

    หุหุ บางครั้ง พอจะเขียน ก็-ไม่ค่อยได้นึกถึงอะไรหรอกครับ อะไรมันออกมาจากหัวตอนนั้นได้ ก็เอาฟีลนั้นอารมณ์นั้นเลยละ โดยปกติ ผมเป็นคนที่เขียนอะไรได้โดยไม่ต้องร่างอยู่แล้วอะครับ แต่บางครั้ง เพราะความที่ไม่ร่าง มันก็อาจจะไม่สมบูรณ์จนต้องมาเติมต่อกันหลายหนนั่นแหละ

เชิญร่วมแสดงความเห็นครับ