ทริปเที่ยวเวียงจันทน์ ตอนที่ 4 (วัดศรีเมือง)
ความเดิมตอนที่แล้ว….. เราอยู่กันที่ หอพระแก้ว เที่ยวชมโบราณสถาน สถานที่ที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต สร้างขึ้นตอนสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ป๊าด…. มีตอนเดิมๆยังกะจะดูหนัง เหอะๆ
แต่ก่อนเมืองเวียงจันทน์ ยังไม่มี “ศาลหลักเมือง” หรือ “เสาหลักเมือง” ในเป็นเสาหลักปักถิ่น และด้วยความเชื่อในผีสาง เทวดา ยอมรับว่าการเข้ามาของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องยากของผู้คนที่จะเข้าใจ สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะล้มล้างแนวคิดเดิมๆ โดยเติมพุทธศาสนาสอดแทรกเข้าไปเสียบแทน ในขณะที่ผู้คนยังชินชานับถือผีสางเทวดากันอยู่ ดังจะเห็นได้ว่า ผีสาง เทวดา ควบคู่มากับพุทธศาสนาอย่างแยกกันไม่ออก
ส่วนตัวผมเองพยายามสืบเสาะ เพื่อเค้าเอาความจริงเกี่ยวกับ “วัดศรีเมือง” ที่เป็นทั้งศาลหลักเมือง และเสาหลักเมือง ของเมืองเวียงจันทน์มาให้จงได้ และด้วยความที่หน้าตาดี เฮ้ย… อัธยาศัยดี คุยภาษาลาวได้รู้เรื่อง เลยไม่เกรงที่จะถามผู้เฒ่าผู้แก่ ที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น
เมื่อความเชื่อในผีสางเทวดา กลืนกินจนฝั่งในถิ่นเวียงจันทน์ การเกิดอาเภท ภยันตรายต่างๆ ผู้คนก็มักจะโทษในตัวภูติผีไป ไม่ก็ว่า “ฟ้าดินลงโทษ” ไม่ก็ว่า “ผิดผี” จึงริเริ่มที่จะสร้าง “เสาหลักเมือง” ไว้คอยค้ำจุน รวมทั้งเกื้อหนุน ป้องกันตัวเอง
การสร้างเสาหลักเมือง เริ่มต้นด้วยการขุดหลุมขนาดใหญ่ ลงไปลึกๆ ทั้งนี้เพื่อลงหลักปักเสาขนาดใหญ่ที่ผ่านการลงคาถาอาคม (ที่จะใช้เป็นเสาหลัก) รวมทั้งการจะขุดหลุดขนาดใหญ่ได้ ก็ต้องผ่านการขอ “เจ้าแม่ธรณี” เสียก่อนทุกครั้ง ไม่ใช่ขอเทศบาลนคร เหมือนไทยเราปัจจุบัน เหอะๆ
ในขณะเดียวกัน “ศรีเมือง” หญิงสาวผู้ซึ่งผิดหวังในความรัก ก็มากระโดดหลุมตายเอาตรงนั้น ดังจะเห็นได้จากหลุมศพของนาง ที่ก่อปิดทับด้วยศิลาแลง บริเวณด้านหลังของศาลาเสาหลักเมือง ปัจจุบันนี้จึงกลายเป็นที่นับถือ กราบไว้ บูชา ของผู้ผ่านไปผ่านมา
เรื่องราวพุทธประวัติ เรียงร้อยผ่านสถาปัตยกรรมบนหน้าจั่วศาลาวัด งดงามด้วยศิลปะแห่งล้านช้าง ควรค่าแก่การถ่ายรูปมาอวดประชาชี
ขออะไรขอได้ แต่ห้ามขอสมหวังในความรัก ผู้คนแถวนั้นพูดมาเช่นนี้ ก็ท่าจะจริง เพราะตัว “ศรีเมือง” เองก็อกหัก ช้ำชอกในรักเช่นเดียวกัน จึงไม่แน่แปลกที่คนบางคนจะเรียก “ศาลเจ้าแม่ศรีเมือง” จนติดปาก แทนชื่อวัดๆวาๆไป
การปักเสาหลักทับร่าง “ศรีเมือง” สร้างความยำเกรง ความขลังด้านมหาเวทย์ ไสยศาสตร์ได้เป็นอย่างดี เพราะฉนั้นอย่างเอะไป เวลาเดินเท้าเข้าวัด จะพบกับความวิเวกวังเวง ชวนขนหัวลุก
บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบ มีนักท่องเที่ยวบางตา เดินไปเดินมาเกือบสดุดเท้าตัวเองหัวล้มทิ่ม เป็นผีเฝ้าศาลไปอีกคน
นกกก (นกแก หรือน่าจะใช่นกกาฮังของไทย) ตัวขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะขนาดใหญ่ืั้สุด ในบรรดาตระกูลนกเงือกของไทย อาศัยอยู่บนหลุมศพของเจ้าแม่ศรีเมือง ทีแรกผมเองนึกว่า นกปูนปั้น แต่พอเห็นมันขยับแทบเหวอ หันหลังไปแอบเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินมา จึงแว๊บไปถามแก แกเล่าประมาณว่า ปกตินกกก จะอยู่กันเป็นคู่ๆ (ฤดูผสมพันธุ์) ถ้าเห็นมันอยู่ตัวเดียว แสดงว่ามันไม่มีคู่… ฮ่วย… คุณปู่เริ่มกวนตูซะแล้ว….
เราเดินย้อนกลับเข้าไปด้านในของตัวศาลาวัด เพื่อกราบไว้สักการะเจ้าที่เจ้าทาง ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แล้วเดินรถออกจากที่นี่ โดยใช้เวลารวมไม่ถึง 30 นาทีเสียด้วยซ้ำ บางทีเราอาจจะเพลียเกินไปล่ะมั้ง
ตอนหน้าคงถึงคราต้องจบเห่กันแล้วล่ะครับเพื่อนๆ ทริปเที่ยวเวียงจันทน์วันเดียว เขียนอะไรกันนักันหนา 5 ตอน 6 ตอน ยาวๆทั้งนั้น ทนๆหน่อยล่ะกัน เดี๋ยวก็จบ








กำลังตามอ่าน และลุ้นว่าตอนจบจะเป๊งยังงัย เหอะๆๆ
นกตัวนั้น หน้าตาตลกดี คริคริ ^_^
มองดูรูปเหมือนองค์พระแก้วมรกตเลยครับ
วัดนี้เคยไปมาเหมือนกัน ตอนไปเที่ยวลาว ไกด์ก็เล่าอย่างที่เจ้าว่าเนี่ยแหละ แต่พอดีข้อยลืมหมดเลยไม่ได้เอามาเล่า ข้อมูลแน่นครับ ละเอียดกว่าที่พี่เขียนเล่าเยอะเลยอะ
เคยไปมาแล้วนะ แต่สงสัยว่าทำไมในวัดเขาต้องตีฆ้องอยู่ตลอดเวลา จำได้ว่าพอก้าวเข้าโบสถ์ ก็จะได้ยินเสียงฆ้องดังมากๆ ตลอด เป็นประเพณีหรืเปล่าคะ