การเขียน Blog กับการเขียนบทละคร
Posted by iDay on
December 14, 2006
ผมมีโอกาสได้แสดงละครเวที อยู่เรื่องหนึ่ง สมัยเรียนอยู่ชั้นม.ปลาย รู้สึกว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการเกษตรยุคใหม่ อะไรประมาณนี้ละครับ จำบทไม่ค่อยจะได้ สรุปคร่าวๆก็แล้วกันครับ ผมเล่นเป็นตัวเอกของเรื่อง ชื่อแดง (ชื่อพระเอกเชยจังเลย) จบการศึกษาม.6 แล้วเข้าไปศึกษา จนจบหลักสูตรวิชาการทางการเกษตรมาจากเมืองกรุง พอสำเร็จหลักสูตรก็กลับบ้านนอก เอาวิชาความรู้ที่ได้ มาช่วยพัฒนาระบบการเกษตรของหมู่บ้าน เนื้อหามันวกไปวนมา มันหาจุดเด่นของเรื่องไม่ได้ แล้วเวลาแสดงจริงก็ตัดบทบรรยายที่ซ้อมไว้ออกไปตั้งเยอะ เพราะกติกาเขากำหนดว่าไม่ให้ใช้บทบรรยาย ส่วนตัวก็นึกในใจว่า เอ๊ะทำไมมันมากำหนดอะไรเอาตอนนี้วะ ไอ้ตอนที่เราซักซ้อมอยู่ไม่เห็นบอกกล่าว อาจารย์ที่ควบคุมเรื่องบทละคร ก็ไม่ว่าอะไร ผลการแสดงออกมาห่วยแตกสุดๆ ครับ สงสัยว่าคนดู เขาดูไม่รู้เรื่องมั้ง ก็เล่นตัดตอนนั้น โยงตอนนี้เข้ามา นักแสดงเอง เล่นไป งงไป แต่ดีนะที่คว้าที่ 4 มาเป็นรางวัลปลอบใจ แต่ไม่อยากจะบอกเลยครับ ว่าส่งเข้าประกวดทั้งหมด 4 โรงเรียน เราได้ที่ 4!!!
นอกเรื่องกันไปใหญ่แล้วครับ วนไปแล้วขอวกกลับมาในเรื่องของการเขียน Blog กับการเขียนบทละคร กันต่อ ทั้งๆที่ยังไม่เริ่มต้นเลย การเขียน Blog ที่ดี ควรมีที่มา ที่ไป และที่สิ้นสุด ว่าแล้วก็เหมือนการเขียนบทความ เรียงความ หรือแม้แต่การเขียนบทละครที่กำลังโม้อยู่ตอนนี้ล่ะครับ แนวคิดหนึ่งที่ผมอยากเขียนลง Blog คือ อยากเขียนเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่อง เขียนเป็นนิยายหรือเรื่องสั้นอะไรก็ได้ โดยแบ่งหมวดหมู่ชัดเจน มีการปรับปรุงเนื้อหาสม่ำเสมอทุกวัน แต่ละเรื่องที่เพิ่มลงไปของทุกวัน จะมีรูปภาพประกอบ เป็นภาพแบบลายเส้น ไม่ใช้สี และภาพประกอบนี้ จะสื่อถึงเนื้อหา เรื่องราว ที่ปรากฏบนตอนนั้นๆ มันไม่ใช่เป็นไดอารี่นะครับ แยกกันให้ออก เพราะเวลาเราเขียน เราสามารถใส่ความเป็นตัวตนของเรา ลงไปได้ อาจเขียนเรื่องน้ำเน่า สมัยรักแรก แฟนฉัน ไปกันใหญ่แล้วครับ แล้วจะมีคนอ่าน Blog เรามั้ยเนี่ย
Blog มันมีชีวิต อยู่ได้ด้วยการมีคนอ่าน ถึงแม้ผู้เขียนไม่ได้เขียนในเชิงธุรกิจ แต่ก็ถือว่าผู้อ่านเป็นกำลังใจสำคัญ ที่ช่วยผลักดันความคิดให้กระจ่าง หรือมีมุกเขียนเรื่องอื่นเพิ่มเติมครับ ส่วนตัวผมเองคิดว่าการเขียน Blog คือการเขียนบทละคร ที่ต้องอาศัยมุมมองของแต่ละบุคคล ผสานกลมกลืมให้กลมกล่อมเข้ากับเนื้อหา จัดฉาก เพิ่มบท ใส่ตัวละคร ใส่ไฟ หรือแม้กระทั่งมีตัวโกง เพื่อความดุเด็ด ชัดเจนของเนื้อหา รวมไปถึงมีอิทธิพลต่อผู้อ่านได้ ผมขออนุญาตกล่าวพาดพิงไปถึง Blog ของพี่ไท้ (www.peetai.com) แล้วกันครับ จะได้เข้าใจง่าย งานเขียนเรื่องหนึ่งที่พี่ไท้เขียนไว้คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของอารยธรรมไทย (13 ธันวาคม 2549) ลองเข้าไปอ่านกันดู ในงานเขียนเรื่องนี้ของพี่ไท้ ใช้ตัวละคร เข้ามาช่วย เพื่อเติมเต็มเนื้อหา คือ ซอร์ฟแวร์ มีพ่อ มีแม่ มีผู้อุปถัมภ์ เปรียบเทียบกันให้เห็นบทบาทของแต่ละฝ่าย ผ่านตัวละครไม่กี่ตัว ได้ชัดเจน ใช้ภาษาง่ายๆ เข้าถึงผู้อ่านทุกระดับชั้น ผมอ่านแล้วยังทึ่ง คิดได้ยังไงเนี่ย ผมว่าเรื่องนี้มันฝังอยู่ในความคิดของ Blogger แต่ละคนอยู่แล้วครับ แต่ติดอยู่ที่ว่า จะดึงมันมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น (ขออนุญาตพี่ไท้ไว้ ณ ตรงนี้อีกครั้งนะครับ ถ้าผมวิเคราะห์วิจารณ์ผิดไป กรุณาคอมเม็นต์ หรือบอกกล่าวให้ผมปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขเนื้อหาบางส่วนที่ปรากฏ เพื่อความสบายใจของผมครับ)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง



