• 09
  • Apr

สวัสดีอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะครับ พี่น้องที่น่ารักทุกท่าน ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่นายเดย์ ชายน้อยผู้บอบบางและอ่อนต่อโลก กลับมาอัพเดตสถานการณ์เรื่องราวการผจญกรุงช้าไปหน่อย เรื่องของเรื่องคือตอนนี้กำลังปรับสภาพตัวเอง ให้กลับมาเป็นเด็กต่างจังหวัดและหนุ่มบ้านนอกตามเดิม อีกทั้งช่วงนี้กำลังปรับสภาพทางจิต ที่วิตกจริตของตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิม “เหงา เบื่อ คิดถึง รอ” คือคำตอบของผมในตอนนี้ ไม่ต้องถามว่าเรื่องอะไร เพราะยังไงผมก็ไม่บอกคุณ เอิ๊กๆ

เอล่ะครับมาฟังเรื่องที่ผมจะเล่ากันสักหน่อย เห็นว่าหลายๆคนก็รอให้ผมเล่าเรื่องราวเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน อันนี้ผมทักท้วงเอาเองนะครับ ไม่หน้าด้าน แต่หน้าอายเสียมากกว่า เรื่องมันอาจจะไม่สู้ดีนัก เริ่มต้นตั้งแต่วันเดินทางแล้วล่ะครับ ฉุกละหุกมากมาย เพราะต้องเตรียมตัวหลายๆอย่าง กระป๋งกระเป๋า เสื้อผ้งเสื้อผา และมาม่าสักซอง ติดกระเป๋าไว้ประทังชีวิต ตี๋ตัวรถปรับอากาศ (พูดง่ายๆคือรถทัวร์นั่นแหละครับ อย่าต้องให้นั่งเครื่องบินไปเลย เก็บตังค์ไว้กินข้าวจะดีกว่า) ดิ่งลงปราจีนบุรี ในวันที่ 1 เมษายน 2551

ผมต้องขึ้นรถในเวลา 2 ทุ่มตรงครับพี่น้อง (20.00 น.) ไปซื้อตั๋วอะไรมาเรียบร้อย พอใกล้ถึงเวลา ก็ต้องให้น้องพาไปส่งขึ้นรถ แต่เจ้ากรรมนายเวรครับ กุญแจรถมอ’ไซต์หาย ตายล่ะหว่า ทำไงกันทีนี้ จากที่ที่อยู่ตอนนั้น ก็ไกลพอเดินเมื่อยอยู่เหมือนกัน เราก็พากันหากุญแจล่ะครับทีนี้ 20 นาทีผ่านไป (19.50 น.) ไวเหมือนโกหก ยังหาไม่เจออีก เฮ้อ… สุดท้ายถอดใจ ถ้าไปไม่ทันก็ตีตั๋วใหม่ก็ได้ แต่สุดท้าย ก็เอารถอีกคันไป เหอๆ ลืมไปว่ามีรถอีกคันอยู่ เอ๋อเหรอครับ ณ วินาทีนั้น สุดท้ายก็ขึ้นรถทันพอดี เฉียดฉิว และขึ้นรถผิด เด็กรถไล่ไปขึ้นรถคันอื่นอีก อ้าว เอ็งชักเสียสติไปใหญ่แล้วไอ้เดย์เอ๋ย

วกกลับมาครับ…. หลายท่านคงงงกันไปใหญ่ ว่าผมไปปราจีนบุรีทำไม พอดีว่าผมกลัวหลงทางครับ ต้องหาตัวประกันไปด้วย นั่นคือพี่สาวของผมเอง ผมไปพักที่ปราจีน 1 วัน (ก็คือวันที่เดินทางไปถึงนั่นแหละครับ ไปถึงเวลาตี 4 ของวันที่ 2 เมษา (04.00 น.) ไปถึงก็นอนไม่หลับอีกล่ะ เหนื่อยกับการนั่งรถ สรุปว่าไม่นอนเลย ฮ่าๆ) ทั้งที่การพักผ่อน ณ ตรงนั้น ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นการพักผ่อนที่ดีนัก ตกเย็นมา พี่สาวพาไปเลี้ยง เนื่องในโอกาสที่น้องชายไปเหยียบถิ่น ฉลองเบียร์กันแต่หัววัน นั่งไปนั่งมาถึงตีสอง ไม่ได้แล้วล่ะ ต้องนอนสักหน่อยแล้วมั้ง ประเดี๋ยวจะเอาใบหน้าโทรมๆไปประจานตัวเอง ให้อับอาย

ตกลงว่าวันนั้นได้นอนเพียง 2 ชั่วโมงครับ เพราะต้องขึ้นรถตอนตี 5 (05.00 น.) เข้า กทม. ผมให้พี่สาวไปอาบน้ำก่อนครับ ไล่ให้รีบผ้าให้ด้วย เอ้า ใช้เข้าไป เราก็ไปทันขึ้นรถตี 5 ของวันที่ 3 เมษา ซึ่งเป็นวันงานพอดี นั่งรถไม่นานก็ถึงกรุงเทพฯแล้วครับ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเอง ไปถึง กทม. หนึ่งโมงเช้าพอดี (07.00 น.) คราวแรกก็ไปปล่อยไก่ที่แถวๆอนุเสาวรีย์ชัยฯอ่ะครับ รอรถเมล์ว่าจะไปสายไหนดี จะนั่งแท็กซี่ก็ไม่ดีกว่า สุดท้ายเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าไปดีกว่า แต่ก็นะ ฮ่าๆไปไม่เป็นครับพี่น้อง เด๋อๆด๋าๆ มั่วๆไป อ้าวเฮ้ย สุดท้ายตูก็ไปได้นี่หว่า อาศัยเดินตามตูดพี่สาวครับ ถ้าผมไปคนเดียวก็คงนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นแหละ เอิ๊กๆ นั่งรถไฟฟ้าก็ไม่ผ่านศูนย์ประชุมสิริกิติ์อีกล่ะ ทำไงดี ก็ถามประชาสัมพันธ์สิครับ สุดท้ายก็ไปต่อรถไฟใต้ดินไปลงหน้าศูนย์ประชุมพอดีฯ ใช้เวลา 30 นาที นับตั้งแต่วางเท้าลงเหยียบกรุงครั้งแรก สรุปครับ.. ผมไปถึงสถานที่จัดงานในเวลาหนึ่งโมงครึ่งพอดี (07.30 น.)

Read the rest of this entry …

  • 06
  • Feb

จั่วหัวซะเคลิ้ม… แหะๆ หายหัวไปอีกล่ะผม เรื่องราวเกี่ยวกับ Twitter ของผมก็เจอโรคเลื่อนอีกแล้วล่ะครับพี่น้อง เพราะยิ่งค้นมาก ยิ่งมีอะไรให้คิดลึก ขนาดใช้ความถึกเข้าแลก ยังแบกกลับมาได้แค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ไม่เป็นไรครับ ไม่มีใครเรียกร้องเข้ามาก็จะไม่เขียน เอิ๊กๆ หาอะไรง่ายๆเขียนกินลมไปวันๆดีกว่า พี่น้องว่าแปลกไหมครับ ในขณะที่บล็อกดังๆ (เมืองนอก) เข้ามักจะเขียนวิธีทำตังค์กัน แต่ผมออกจะแหวกแนวไปนิด เพราะโม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง สรรสาระก็น้อยนิด เติมเกลือกับน้ำตาลเข้าไป ด้วยศิลปะวาจาทะเล้น พอหอมปากหอมคอ จากนั้นดื่มน้ำตามมากๆ ก็จะอ่านได้รู้เรื่องเองล่ะ (อ้าว… เรากำลังสื่อความหมายอะไรวะเนี่ย ใครตีความออกก็บอกคนอื่นต่อด้วยนะ) แต่แค่นี้ก็พอแล้วล่ะครับ สำหรับคนอ่านไอเดย์บล็อก ที่แตะหลักร้อยอยู่เพียง 500 คน/วัน

รู้กันหรือเปล่าท่าน ว่าคนอ่านบล็อกเค้าอยากได้อะไรจากคนเขียนบล็อก ตัดแชร์ทิปทำเงินทิ้งไป (มีเยอะในหนังสือหนังหา และเกลื่อนตามอินเตอร์เน็ต เว็บบอร์ด กระดานสนทนา ทั้งในไทยและนอกประเทศ) ตัดสาระหนักสมองทิ้งไป ตัดข้อเสนอยั่วยวนทิ้งไป แล้วเค้าจะเอาอะไรกันหรือนี่ ตั้งโจทย์ให้น่าคิดจริงแหะ นายเดย์… ถึงคราเฉลย จะบอกแค่ว่าเค้าอยากได้ความจริงใจครับพี่น้อง…

จากนั้นก็มาว่ากันด้วยความจริงใจ ผมมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งครับ คือทำอะไรก็ตามจะไม่ประสบความสำเร็จ และมักถูกหลอกใช้ประจำ ผมไม่ได้โง่นะครับ คือผมมีน้ำใจเกินไป ซึ่งมันก็กินไม่ได้เสียด้วยสิครับ ในขณะที่คนอื่นเค้าพยายามจะหยิบฉวย หาผลประโยชน์จากคนอื่นๆอยู่ทุกวิถีทาง แต่ผมก็ทำตัวเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้ผู้คนเหล่านั้น จะพยายามช่วยในทุกกรณี และทุกวันนี้ก็ยังช่วยอยู่ ทั้งๆที่ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น และสุดท้ายด้วยความที่ไม่รู้ของคนเรา ทำให้ผมกลายมาคนรับใช้ในที่สุด และทางออกก็มีทางเดียว คือผมต้องปิดทุกด้าน นั่นก็หมายความว่าผมต้องปิดบล็อกนี้ หนีกันเลยทีเดียว และนี่ก็ “ไม่ใช่สวรรค์ชั้น 7 นะครับ แต่เป็นนรกขุมที่ 7 ต่างหาก”

เอาล่ะครับ ผลพวงจากการเขียนบล็อก มันทำให้เราได้รับอะไรหลายๆอย่างกลับมา ผมเองก็ได้รับอะไรดีๆกลับมาเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ดารา แม้จะไม่มีชื่อเสียง ไม่ได้กะจะเขียนบล็อกเพื่อดันให้ตัวเองดัง แต่เราก็เป็นเราครับ นายเดย์ก็ยังเป็นนายเดย์อยู่วันยังค่ำ (อย่าผลักใสไล่ส่งเด้อ…) ผมว่าการรู้จักตัวเองแหละดีที่สุด โชว์หรือแสดงอะไรออกไปได้ แต่ให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ลดการโชว์พาวให้น้อยลง อัดสาระเข้าไปให้เยอะๆ หาอะไรก็ได้ที่จะประเทืองปัญญาให้ผู้อ่าน และอย่าไปหวังว่าจะมี คนอ่านจำนวนเยอะมากมายอะไรเลยครับ หลักสิบหลักร้อยนี่ก็หนาวแล้ว ส่วนการทำบล็อกให้ทำเงินนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งครับ แนะนำหนัง “รวยฮิตติดเว็บบล็อก WordPress Optimization 2″ เลยครับ ยังไม่ได้ซื้อก็หาซื้อนะครับ เดี๋ยวนานไปจะหาซื้อไม่ได้ เชียร์หนังสือตัวเองนี่แหละ เอิ๊กๆ ขอขำอีกรอบ

WordPress Optimization

เพราะฉะนั้นแล้วสวรรค์ชั้น 7 ของบล็อกเกอร์ คือการรู้จักตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ยิ่งเรารู้จักตัวเราเองมากเท่าไหร่ เราก็สามารถจับจุดได้ว่า เราควรเสนอเนื้อหาอะไรออกไป ในลักษณะเช่นไร อีกทั้งในแบบฉบับที่ใครอ่านก็รู้ ว่าเรานี่แหละเขียน (แก้ไข) สุดท้ายยังจำคำนี้ได้บ้างหรือเปล่า “บล็อกเกอร์เสนอตน ไม่ใช่เสนอภาพ” แล้วเจอกันในวันตรุษจีน เดี๋ยวมาต่อย เฮ้ยเดี๋ยวมาต่อครับพี่น้อง!!!

  • 11
  • Jan

เขียนเรื่องหนักๆมาหลายเรื่องหลายตอน วันนี้ขอเรื่องเบาๆ และเป็นเรื่องที่เขียนกันได้ง่ายๆหน่อยก็แล้วกันนะครับ เพราะผมจะมาพูดถึงเรื่องของ Theme กัน แต่ทั้งที่จริงก็ไม่อยากจะพูดบ่อยหรอกครับ หลายคนเขาค้อนผมมา ว่าเรื่อง Theme นี้ มันหาได้ง่ายๆอยู่แล้ว หาที่ไหนก็ได้ หุหุ แต่ก็ยังมีหลายต่อหลายท่านมากนะครับ ที่ถามหาแหล่งดาวน์โหลด Theme สวยๆมาใช้กัน สำหรับผมแล้ว ไม่ได้ชอบอกชอบใจ กับ Theme ที่ออกแบบโดยฝรั่งตาน้ำข้าวหรอกนะครับ ผมว่ามันดูเชยๆอ่ะในสายตาผม ผมออกจะเลือก Theme ที่อยู่แถวๆเอเชีย อย่างจีนนี้เสียมากกว่าครับ เรื่องออกแบบดีไซด์นั้น มันกินขาดอยู่แล้ว และผมก็เคยพูดไว้ บ่อยครั้งแล้วด้วย

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เขียนไอเดย์บล็อกมา ผมเปลี่ยน Theme ไปแค่ครั้งเดียวเอง ดูเหมือนว่าผมจะรักเดียวใจเดียวเสียจริง ถ้าลองได้หลง ก็หลงจนหัวปักหัวปำ และต่อมาผมก็เปลี่ยนมาใช้ Theme ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ จนทำให้เกิดกระแสไอเดย์ฟีเวอร์ขึ้นมา (ว่ากันไป) เพราะหลายต่อหลายท่าน ก็ไปดาวน์โหลดมาใช้เช่นกัน (เดี๋ยวสักวันผมจะรวบรวมบล็อกไทย ที่ใช้ Theme ตัวนี้มาให้ดูกันนะครับ แล้วท่านจะรู้ว่า บล็อกเกอร์ไทยเราใช้เยอะกันจัง) แม้แต่บล็อกเกอร์หนุ่มรูปงามอย่างพี่แพท ฉายาบล็อกเกอร์หลายใจ เอิ๊กๆ ผมตั้งให้เองแหละ ก็ดันเปลี่ยนมาใช้ Theme ตัวนี้้ด้วย ไม่ใช่พี่แพทคนเดียวนะครับ ยังมีอีกหลายท่านที่มา ขออนุญาติผม รวมไปถึงขอ Theme ตัวนี้ไปใช้เลยก็มี ผมเองก็งงเหมือนกันครับ ว่ามาขอทำไม ผมก็ไม่ได้ลบเครดิตที่เป็นลิงค์กลับแต่อย่างใด อยากได้ก็ตามไปโหลดมาใช้ มันก็เท่านั้นเองครับ

และไอ้เรื่องเครดิตนี่แหละสำคัญมากๆครับ (สำหรับผมนะ) และผมก็ย้ำไว้ตั้งหลายต่อหลายรอบแล้ว ว่าไม่ควรลบลิงค์ของผู้พัฒนาออกไป เพราะผมถือว่าเป็นการให้เกียรติคนผู้พัฒนาคนนั้นๆด้วย (อุตส่าห์นั่งทำหลังขดหลังแข็ง กว่าจะได้ออกมาสักหนึ่ง Theme ใช้เวลานานพอดู ทีเดียวนะนั่น) เพื่อนๆลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่ง สมมุตินะครับสมมุติ ถ้าเราอยากจะทำ Theme ออกมาสักตัวหนึ่ง ให้ผู้คนได้ดาวน์โหลดไปใช้กัน แต่พอแจกไปใช้ได้สักพัก ผู้ที่ดาวน์โหลดไปใช้งาน ดันไปลบ (หรือเปลี่ยน) เครดิต อ้างว่าตนออกแบบซะงั้น แล้วลองคิดดูสิครับว่า เราเองจะเสียใจแค่ไหน ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูสิครับท่าน แล้วท่านจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที ว่านายเดย์พูดจริง ทำจริง

แต่ทั้งนี้แล้ว ถ้าเราแก้ไข  เราก็เขียนบอกว่าแก้ไขครับ เพราะ WordPress Theme โดยส่วนมากแล้ว จะติดเครดิตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) มาเกือบทุกตัวอยู่แล้ว ซึ่งจะอนุญาติให้เราปรับแต่งแก้ไขอะไรต่างๆได้ แต่ต้องอ้างถึงคนพัฒนาเริ่มต้นอยู่ดี หรือไม่ก็ปรับได้ แต่ไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ จำไว้นะครับ อ่านรายละเอียด และข้อตกลงให้ดี เดี๋ยวเขาฟ้องครีเอทีฟคอมมอนส์ล่ะยุ่งเชียว เพราะเร็วๆนี้ ในไทยเราคงเปิดอย่างเป็นทางการซะที (หรือว่าเปิดไปแล้ว หว่า???)

ลักษณะเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปครับ (บล็อกเกอร์ไทยเราก็มี) ถ้าผมเห็นเช่นนั้นแล้ว ผมก็จะเงียบไปครับ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่มันจะทำให้ความรู้สึกผมที่มีต่อคนผู้นั้น ต่ำลงไปด้วย ผมไม่สนหรอกว่าจะเก่งวิเศษวิโสมาจากไหน อยู่ที่ว่าเขาจะแบ่งปันให้กับเราได้มากแค่ไหน มันก็เท่านั้น และการทำการเช่นนั้น มันย่อมทำให้เกียรติของตนเองต่ำลง เป็นเงาตามตัวครับ เหนือฟ้า ยังมีฟ้า เหนือของเหนือฟ้ายังมีเทวดา และเหนือเทวดา ยังมีน้องฟ้าอยู่ (ตกลงเค้าทำอะไรกัน) คุณอาจหลอกตัวเองและผู้ใช้งานอื่นๆได้ แต่ถ้าเป็น WordPress คุณหลอกนายเดย์ไม่ได้ เอิ๊กๆ จบแบบ เทพๆเช่นนี้แล

ปล. กะจะเอาเบาๆกลับกลายเป็นหนักอึ้ง คิดมากไปหรือเปล่าเราเนี่ย..วันนี้มาดึกกว่าทุกวัน ไปนอนล่ะครับ อรุณสวัสดิ์นะครับ

  • 13
  • Dec

ช่วงที่เปลี่ยน Theme ใหม่นี้ รู้สึกอะไรๆจะดูใสๆขึ้นเหมือนกัน เพราะดูลักษณะอาการของ ผู้เยี่ยมชมบล็อกผม จะเริ่มชอบใน Theme ตัวนี้แล้วล่ะครับ มีบางคนที่เข้ามาขอไปใช้บ้าง บางคนก็เข้าไปโหลดจากทางผู้พัฒนามาใช้แล้วบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เองแล้วล่ะครับ ว่าจะสามารถปรับแต่ง Theme นั้นๆได้ดีเพียงใด

หลายคนคงจะรู้นะครับ ว่าผมได้ปรับแต่งเวอร์ชันของผู้พัฒนา ให้มันเข้ากับคอนเซ็ปท์ในบล็อกผม สรรหาตำแหน่งต่างๆเพื่อวางให้ได้เหมาะๆ ให้ดูมีความหลากหลาย และเป็นคอมมูนิตี้บล็อกมากขึ้น ซึ่งการเลือกใช้ Theme แบบ 3 คอลัมน์นี้ รู้สึกว่าจะลงตัวสุดๆแล้วล่ะครับ เพราะถ้าใช้แบบ 2 คอลัมน์ หน้าไอเดย์บล็อก คงยาวเยื้อสุดลูกหูลูกตา

จุดสำคัญที่สุดในการปรับแต่ง Theme คือการทำอย่างไรก็ได้ ให้มันเข้ากับรูปแบบของบล็อกมากที่สุด อ่านง่ายสบายตาที่สุด (เพราะเขามาอ่านไม่ใช่มาเล่มเกม) การเน้นสีสันฉูดฉาด บาดใจ จึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง อีกทั้งต้องวางตำแหน่ง สรรหาคำพูดมาลง รวมไปถึงการปรับรูปแบบเป็นภาษาไทย ดังที่ไอเดย์ได้ใช้ในบางตำแหน่งนะครับ

เพราะฉะนั้นการตามหาไอเดียของตน เพื่อละเลงลงบล็อก แล้วฉีกหนีความเป็นผู้อื่น (เลียนแบบ) มาเป็นวิธีการของตนจึงใช่ทางที่ถูกเสมอ ความแตกต่างคือตัวตนครับ หลายต่อหลายคนเข้ามาถามผมอยู่เสมอๆว่า อือ ปรับใช้ภาษาไทยกันยังไงเหรอ ใช้คำได้เจ๋งดีนะ อะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นคำถามที่มีเข้ามาเรื่อยๆ และก็เป็นคำถามเดียวกันนี่แหละ และตรงนี้แหละครับ คือช่องว่างระหว่างบล็อกกับบล็อกเกอร์

Read the rest of this entry …

  • 09
  • Sep

ปัญหาหน้าแตก… เฮ้ยปัญหาโลกแตกของบล็อกเกอร์ (อย่างผม) คือไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดีเมื่อทุกคราหมดมุข เจ้ากรรมนายเวร ดันมาถามหาเอาซะนี่ จนเป็นเหตุให้หนีหนี้บ้าง งามรุมบ้าง แวะไปเที่ยวบ้าง เดินเล่นดูสาวๆบ้าง หาทางออกกันไป แต่ผมกับมองว่าหลายๆเหตุผลที่กล่าวมานี้ มันเป็นข้ออ้างซะมากกว่า เพราะบางครั้งผมเองก็เป็นเช่นนั้น (ไม่ได้โจมตีบล็อกเกอร์ท่านอื่นแต่อย่างใด แบบว่าเข้าตัว) บางทีไม่มีอะไรหรอก การงานก็ปกติ เงินก็พอมีพอใช้ไปวันๆ ลำบากหน่อยก็พึ่งพาอาหารแบบมีเส้นไป ใช้ชีวิตแบบนักศึกษามหาลัย ไม่เห็นจะวุ่นวายตรงไหน แต่หลายต่อหลายครั้งลดก็เพพัดเอาปัญหาด้านอื่นๆ เข้ามาเหมือนกัน จะเป็นที่สุขภาพจิตไม่ดีบ้าง ป่วยบ้าง ไม่รู้จะเขียนอะไรบ้างทำนองนี้ ผมจึงจะไม่เขียนบล็อก เพราะกลัวว่าจะเขียนมันออกมาไม่ได้ และเรื่องที่เขียนออกมา มันก็ไม่ได้อย่างที่คิดไว้จริงๆ เอาล่ะตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย พอที่จะรู้บ้างว่าอะไรมันเป็นสาเหตุ ใหเรา้เขียนเรื่องราวออกมาดี และไม่ดี เพราะฉนั้นมาดูกันดีกว่าว่าทำไม?

เพราะอะไรจึงเขียนเรื่องราวแล้วออกมาดี

  • อารมณ์ดี มีคนรักคอยเอาใจ จิตใจโปร่งใส
  • รักที่จะเขียน ชอบในสิ่งที่ทำ
  • รู้ลึกและรู้จริงในเนื้อหาที่เราจะเขียน
  • แหล่งข้อมูลที่จะนำมาเขียนมีมาก และแต่ละแห่งมีความน่าเชื่อถือพอ
  • เขียนเรื่องราวออกไปแล้ว มีการตอบรับดี จึงมีกำลังใจจะเขียนเรื่องอื่นๆต่อไป
  • มีเวลาว่างมากพอที่จะเขียนเรื่องราวสักเรื่องหนึ่ง
  • ใจกว้าง ยอมรับฟังความเห็นด้านลบ
  • ไอเดียบรรเจิด มีความคิดสร้างสรรค์ ประกอบกับพรสวรรค์ผนวกและพรแสวงส่วนบุคคล

เหตุใดเล่าจึงเขียนเรื่องราวแล้วออกมาไม่ดี

  • ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ลงมือเขียนในเวลาที่ว่างจริงๆ โดยคิดในใจว่า “อีกเดี๋ยวค่อยเขียนก็ได้”
  • ไม่มั่นใจในแหล่งข้อมูลที่ค้นมา สุดท้ายเลยกลัวว่าเขียนออกมาแล้วจะกลายเป็นไอ้งั่ง
  • ไม่รู้จริงในเรื่องราวที่จะเขียน จับต้นชนปลายมาประกอบกัน จนเป็นเหตุให้เรื่องราวยืดเยื้อ ไร้ใจความ ไร้จุดหมาย
  • ทะเลาะกับแฟน น่าเบื่องอนอยู่ได้
  • ไม่สบาย สมองตื้อไม่โลดแล่น คิดอะไรไม่ออก ไปนอนดีกว่า
  • อารมณ์เสีย ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน โวยวายในกระทู้ที่ตนเองเขียนไว้บนอินเตอร์เน็ต
  • จัดตารางเวลาไม่ได้ ควรกำหนดเวลาไว้ก่อนเลยว่า เวลาไหนต้องมาเขียนบล็อก
  • ไม่มีกำลังใจ เขียนเรื่องราวออกไป ไม่เห็นมีใครแสดงความคิดเห็นเข้ามาเลย
  • ไม่พอใจกับความเห็นที่มีเข้ามาในด้านลบ
  • งานยุ่ง เจ้านายจะเอานี่ ลูกค้าจะเอาโน่น ใช้อยู่ได้
  • คิดอะไรก็ไม่ออก

เอาล่ะครับ แค่นี้ก็คงพอนึกภาพออกกันแล้ว จะลดหรือขจัดปัญหาส่วนใดออกไปก็ตามแต่ ยังไงก็ขอให้คงไว้ซึ่งความรัก คือรักที่จะเขียน ภูมิใจในตัวเองที่ได้เป็นบล็อกเกอร์ก็แล้วกัน วันนี้ไปล่ะครับ โชคดีมีความสุขเด้อ พี่น้อง!!!

  • 21
  • Aug

นับตั้งแต่ผมโพสต์เรื่อง YouTube จากไปแต่ You…ยังลอยนวล (ขออนุญาตแก้ไข โดยตัดคำออกไป) มีกระแสการตอบรับที่ดีมาก ดูจากคะแนนโหวตใน Zickr ก็ปาเข้าไป 20 กว่า ประกอบกับเป็นเรื่องที่ได้รับการคอมเม็นต์ เข้ามาอีกมากด้วย ในเรื่องนี้ตัวผมเองก็เพียงต้องการ ที่จะสื่อถึงปัญหาในการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ ที่มีเนื้อหาเป็นคลิปวิดีโออย่าง YouTube (ขอแก้ตัวหน่อย) แต่ดันไปใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบที่แรงไปหน่อย จึงกลับกลายเป็นว่า เป็นการ ชี้โพรงให้กระรอก ไปโดยปริยาย และตอนนี้ผมได้ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาในเรื่องนั้นแล้ว ซึ่งถ้ากลับไปอ่านเรื่องที่ว่า ในตอนนี้ ก็คงอ่านไม่รู้เรื่องหรอกมั้งครับ ส่วนใครที่อ่านไปแล้ว ก็ถือเสียว่าคุณไม่ได้อ่าน และผมไม่ได้เขียนก็แล้วกันนะ ถือว่าเจ๊าๆกันไป
อีกหนึ่ง… ขอขอบคุณพี่ไท้เป็นอย่างสูง ที่กรุณามาตักเตือนผมด้วยความหวังดี และในที่นี้ ผมขออนุญาต ยกคอมเม็นต์ของพี่ไท้มาให้ดูกันว่า ที่ผิดนั้น มันผิดเพราะอะไร ไปดูกัน

เอ้อ …. อือม …. เอาไงดี …. เกรงใจจัง … แต่ว่า …. เตือนดีกว่า …. ผมเตือนนะ …. คุณเดย์กำลังเข้าข่ายทำผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อยู่อ่ะครับตามมาตรา …

มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

สิ่งที่คุณเดย์กำลังทำอยู่ ถึงไม่ได้เป็นการ “นำเข้าสู่” เพราะคุณเดย์ไม่ได้ทำ hyper link เอาไว้ แต่คุณเดย์ก็ได้ “เผยแพร่” โดยรู้ว่าเป็นข้อมูลตามข้อ (๔) อ่ะครับ

ก็อย่างที่รู้ๆกันนะครับว่า พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้ถูกประกาศใช้ไปแล้ว เราก็ต้องเคารพในกฏกติกา มารยาทสักหน่อย ถึงแม้จะหลงๆลืมๆในบางข้อ จนทำให้เราไม่ระมัดระวังในบางจุด จนอาจต้องพลาดในที่สุดครับ ก็เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” ดังนั้นแล้วสิ่งหนึ่งที่ทำได้ ก็คือระมัดระวังตัวให้มากขึ้น การใช้คำ การยกตัวอย่างก็ให้มันอยู่ในเหตุอันควร และในกรณีเช่นนี้ ผมจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก (เครียดไปเปล่าเนี่ย)

  • 03
  • Jul

สมมุติว่าวันหนึ่ง คุณได้รับการเชื้อเชิญจากคนใหญ่คนโต ให้ไปร่วมงานกับบริษัทมีชื่อ ฐานะการงานมั่นคง มีโอกาศก้าวหน้าสูง มีอิสระในการทำงานอีกด้วย คุณจะตบปากรับคำว่าจะไปใช่ไหม! แน่นอนว่า เกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ (ผมเดาเอานะ) จะโน้มเอียงไปในข้อเสนอนั้นๆ ก็ใครล่ะจะกล้าปฏิเสธ ข้อเสนอสุดคุ้มแบบนั้นได้ แต่ถ้างานนั้นๆ มันต้องใช้ความคิด สติปัญญา ไหวพริบแบบสุดกู่ เป็นโครงการที่ไม่มีใคร สามารถทำได้มาก่อนล่ะ อืม… แบบนี้มันยิ่งน่าคิดนะ ถ้าเราทำได้สำเร็จ ชื่อเราก็จะดังก้อง แต่ถ้าไม่สำเร็จ เสียงนั้นก็คงดังกึกๆ อยู่ในหัวตลอดเวลา ว่าเออ เราทำไมโง่อย่างนี้หว้า งานแค่นี้ ยังทำไม่ได้ แล้วจะทำอะไรกิน

การจะก้าวมาเป็นบล็อกเกอร์ ในยุคที่สังคมไทยปิดกั้นสื่อ ภายได้การกำกับดูแล โลกไซเบอร์แบบเผด็จการของ “ฉันเห็นชา” การปิดหู ปิดตา การเซ็นเซอร์ มันเป็นปัญหา ที่ต้องช่วยกัน แก้ไขกันต่อไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ประการใด ที่จะแสดงออกทางความคิด แม้จะขาดเสรีภาพไปบ้าง แต่ถ้าชุมนุมบล็อกเกอร์แข็งขัน แม้จะมีน้อยเพียงหยิบมือเดียว ก็สามารถชนะศึกสิบทิศได้ (ยังอิน กะหนัง)

Read the rest of this entry …

  • 25
  • Jun

ตั้งแต่สมัยผมเรียน อยู่ชั้น ม.ต้นนั้น ผมเคยเข้าร่วมแข่งขัน ประกวดการ “แต่งกลอนสด” (กลอนแปด) มาทุกๆปี ก็คือในวันสุนทรภู่ คือวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีนั่นแหละครับ และโดยปกติแล้ว ก็จะมีการจัดงาน จัดกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆมากมาย อาทิเช่น ประกวดวาดภาพ ตอบปัญหา ประกวดร้องเพลง แสดงละคร คัดลายมือ และมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไปเสียมิได้คือ ให้เหล่านักเรียนส่งผลงานเข้าประกวด ในที่นี้คือ “กลอนแปด” นั่นเองครับ

การให้นักเรียน ส่งบทกลอนเข้าร่วมประกวด ชิงชัยกันนั้น บางทีมันก็ดูกันยากเหนอะ ว่าเออ… ไอ้ที่ส่งเข้ามานี่ มันใช่ผลงานที่เขาสรรสร้าง ขึ้นเองหรือเปล่า บางคนอาจจะให้ใครต่อใคร แต่งให้ก็ได้ และเมื่อส่งเข้าประกวด แล้วได้รับรางวัลไปเฉยๆ แบบนี้มันก็ไม่ถูกใช่ไหมล่ะ ทีนี้ทางโรงเรียนก็เลยตัดปัญหาตรงนี้ไป คือให้เหล่านักเรียน มาแต่งกลอนสดแข่งๆกันไปเลยครับ ด้วยความที่ผมชื่นชอบ ชื่นชอบกวีเอกท่านนี้ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะไม่รู้รายละเอียดยิบก็ตาม ผมก็เลยเข้าร่วมประกวดกับเขาทุกปี แต่ก็แปลกมากนะครับ ที่ผมสามารถคว้ารางวัลที่ 1 มาครองได้ทุกปี นับตั้งแต่ ม. 1 – ม. 3 กวาดซะเรียบเลยครับ แต่พอหลังๆมา ในช่วงม.ปลาย ก็เริ่มห่างหายจากวงการนี้ไป ไม่ได้ร่วมส่งอะไรไปประกวด ชิงชัยกับเขาอีกเลย เออ… ไม่ใช่สิ มีอยู่ครั้งหนึ่งมั้ง ที่ผมส่งบทกลอนนี้แหละเข้าประกวด ส่งนาทีสุดท้ายเลยด้วย อันนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจ จะหวังเอารางวัลแต่อย่างใด อีกหนึ่งคือผมใช้เวลาแต่งไม่นาน ตอนแต่งกลอนบทนั้น ผมก็ยังอยู่ในชั่วโมงเรียน ภาษาอังกฤษอยู่เลย และรู้ไหมครับว่า ผมใช้นามปากกาว่าอะไร “คนธรรพ์อำมหิต” ครับ (อิอิ แค่ชื่อก็กินขาดแล้ว) ตอนประกาศผลออกมานี่ดิ เล่นเอาซะผมและคนอื่นๆ อึ้งกิมกี่กันไปตามๆกัน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ชื่อมันดูดุๆยังไงชอบกล

อืม… เอาไปเอามา ยังไม่ถึงไหน ก็กินหน้ากระดาษไปกว่าครึ่งค่อนหน้าแล้วครับ เอาเป็นว่า เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับ “เขียนบล็อกอย่างไรให้โดน” มันมีที่มา ที่ไป ที่ต้องเขียนยังไงกัน โดยผมขอแยกย่อยออกเป็นข้อๆ เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ และนำไปปฏิบัติครับ

Read the rest of this entry …

  • 22
  • Jun

เมื่อวานช่วงเย็นๆ ประมาณสักทุ่มสองทุ่ม รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ ยังไงก็ไม่รู้ เลยถือโอกาสออกไป สูดอากาศนอกห้องบ้าง ไปเดินเล่นเปิดท้ายขายของ ซะคนเดียวเลย ตลาดเปิดท้าย ในอุดรนี่ก็แปลกนะครับ แบ่งอาณาเขตกัน เป็นหย่อมๆ แล้วขยันแต่งชื่อซะหลายชื่อ หนึ่งล่ะ ตลาดปรีชา สองก็ไนท์พลาซ่า และสามก็ Center Point ครับ เบ็ดเสร็จแล้ว เรียกรวมๆกันว่า “เปิดท้าย” ครับ ส่วนขนาดพื้นที่นี้ กว้างขวางเอาการเชียวนะ ถ้าเดินๆ เล่นๆ ก็เอาจนปวดขา โน่นล่ะถึงจะดูหมด

ตลาดเปิดท้ายนี้ เป็นแหล่งแฟชั่นของวัยรุ่นอีกที่หนึ่ง ที่มักมีวัยรุ่นหนุ่มๆ สาวๆ มาเลือกซื้อเลือกหา จับจ่ายใช้สอย บ้างก็มานั่งสวีทหวานฉ่ำกินส้มตำ กันอย่างเอร็ดอร่อย บ้างก็หาเสื้อผ้าใหม่ๆ มาแต่งองค์ทรงเครื่องกันอย่างจ้าล่ะหวั่น สาวๆบางคนนี้ แต่งกันซะผมไม่กล้ามองเลยครับ ยิ่งตอนเดินไปคนเดียวนี่ดิ ต้องหลบเลย (กลัวเขาแซว) แต่ยังคิดอยู่ในใจเหมือนกันว่า “ทำไมไม่ใส่ชุดวันเกิดมาเลยล่ะครับ คุณเธอ” เออ… คิดไปแล้ว มันก็คงไม่ต่างจากแหล่งชุมนุมวัยรุ่นเมือง หรอกมั้งเนอะ

Read the rest of this entry …

  • 21
  • Jun

บล็อกเกอร์ผู้ทรงอิทธิพลเนี่ย เขียนอะไรก็มีแต่คนเชื่อเน้อ บางคนถึงขนาด เชื่อในข้อมูลที่ได้จาก การแนะนำของบล็อกเกอร์คนที่ตัวเองนับถือ มากว่าสื่ออื่นๆ ที่น่าเชื่อกว่าเสียอีก และสงสัยคงเป็น ไอ้นี่ล่ะมั้ง ที่ก่อให้เกิดรูปแบบการโฆษณาแบบใหม่ ที่เรียกรวมๆกันว่า Pay Per Post นั่นนะ อื้อ… ก็คือจ่ายเมื่อโพสต์นั่นแหละ การเป็นบล็อกเกอร์ดังๆ เนี่ย ค่าตัวก็แพงฉิบหายดีนะ จะเขียนรีวิว แต่ละที ก็เรียกค่าตัวซะแพงโข ต่ำๆก็ 50-60 ดอลลาร์ ไปซะแล้ว ก็ไอ้แค่ การเขียนแนะนำ บริการนิดๆหน่อยๆ เท่านั้น ว่าแต่ เออ… มีคนอยากจ้างผมมั้ย ให้โพสต์ละสิบบาทก็เอา อ้าวเฮ้ย… อ๊ะล้อเล่น!

ด้วยความที่เป็นบล็อกเกอร์คนหนึ่ง มีบทบาทในแวดวงอยู่เพียงกระจี๊ด หรือไม่มีใครรู้จักเลยด้วยกระมัง แล้วทำไงดีล่ะ จะให้คนรู้จักเรามากขึ้น นั่นล่ะ เป็นคำถามที่หลายคน คงต้องมานั่งหาคำตอบด้วยกันกับผมในเรื่องนี้ แล้วเออ… ผมจะช่วยคุณได้อย่างไรหนอทีนี้ อ้าวยิ่งพูดยิ่งงงไปกันใหญ่แล้วครับ ท่านผู้ชม! ดูจากการพาดหัว ก็น่าจะทำให้ปวดหัวมากแล้ว นายยังมาเล่นทะเล้น พร่ำเพ้อรำพัน อยู่ทำไมกันเนี่ย เอาซะทีเถอะน่า ว่ามัน “เอาล่ะหว่า! บล็อกนี้โดนซะแล้ว…” ยังไง ฮาๆ ผมก็แค่เล่นขำๆ นะ

Read the rest of this entry …