Posts Tagged ‘บล็อกเกอร์’
นักเขียน
วันดีคืนดี พลันเพ้อถึงเรื่องเก่าก่อน ที่ดันเผลอเก็บขึ้นมาคิดเป็นวรรคเป็นเวร เรื่องราวเหล่านั้นไร้ซึ่งสาระ แต่แฝงด้วยนัยยะบนความไม่เที่ยงตรง ของกระแสสังคมที่เอียงซ้าย เอียงขวา โยกเยกไปมาตามโลกาภิวัฒน์ เอนเอียงได้ตามลมปาก กับวาจาตระบัดสัตย์ ตะล่อมด้วยคำหวาน หว่านล้อมอย่างแยบยล
มีคนเค้าบอกว่า นักเขียนมีอิสระภาพในการแสดงความคิดเห็นได้มากที่สุด สามารถเขียนเรื่องราวโดยไร้กรอบ ไร้ขอบเขต จินตการได้ยังไง เจียระไนถ้อยคำได้อย่างนั้น ไม่ต้องหาจุดอ้างอิง ไม่ต้องสนว่าจะต้องอ้างเหตุยังผล บนพื้นเพแห่งความเป็นจริง อิงวิทยาศาสตร์ กอปรกับวิชาการที่หนักกบาล ปานโดนฟาดด้วยไม้หน้าสาม ที่กระหน่ำซ้ำถึงสองสามที
ต้องเข้าใจ ว่าคนเขียนบล็อกอย่างเราๆ ก็เข้าข่ายนักเขียนที่ว่านั้นคือๆกัน พรสวรรค์ด้านนี้ ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด แค่สะเดิดคิดมาได้ตอนหนุ่มหรือแก่ จะแย่หรือดี อยู่ที่การฝึกฝน เขียนบ่อย เขียนมาก เขียนยาก เขียนง่าย เขียนอะไรต่อมิอะไรแตกต่างกันเท่านั้น
งานเขียน คืองานเรียบเรียงความคิดแล้วสำแดงมันออกมาผ่านอักขระหรืออักษร ถือเป็นตรรกะวิทยาแขนงหนึ่ง ที่หลายๆคนไม่ค่อยจะเข้าใจ หรือเข้าใจไม่ถ่องแท้ แต่ที่แย่กว่านั้นคือ “ไม่รู้อะไรบ้างเลย”
ผมเองพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง แต่ก็ยังไม่เข้าใจในตัวเอง งานเขียนของผม ที่หลายๆคนชื่นชอบ ผมยังไม่ค่อยจะพอใจกับมันสักเท่าไหร่เลย ไม่รู้เป็นอะไร พยายามทำให้แตกต่าง แต่เมื่อปัญหาหลายๆด้าน บีบคั้นเข้ามา เราต้องมาลงเอยตรงจุดเริ่มต้นจุดเดิมทุกที
เข้ากรุงครานี้ เสียจริตไปนิด แต่ได้ความรู้สึกดีๆมาหน่อย ถือว่าเท่าทุน
สวัสดีอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะครับ พี่น้องที่น่ารักทุกท่าน ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่นายเดย์ ชายน้อยผู้บอบบางและอ่อนต่อโลก กลับมาอัพเดตสถานการณ์เรื่องราวการผจญกรุงช้าไปหน่อย เรื่องของเรื่องคือตอนนี้กำลังปรับสภาพตัวเอง ให้กลับมาเป็นเด็กต่างจังหวัดและหนุ่มบ้านนอกตามเดิม อีกทั้งช่วงนี้กำลังปรับสภาพทางจิต ที่วิตกจริตของตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิม “เหงา เบื่อ คิดถึง รอ” คือคำตอบของผมในตอนนี้ ไม่ต้องถามว่าเรื่องอะไร เพราะยังไงผมก็ไม่บอกคุณ เอิ๊กๆ
เอล่ะครับมาฟังเรื่องที่ผมจะเล่ากันสักหน่อย เห็นว่าหลายๆคนก็รอให้ผมเล่าเรื่องราวเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน อันนี้ผมทักท้วงเอาเองนะครับ ไม่หน้าด้าน แต่หน้าอายเสียมากกว่า เรื่องมันอาจจะไม่สู้ดีนัก เริ่มต้นตั้งแต่วันเดินทางแล้วล่ะครับ ฉุกละหุกมากมาย เพราะต้องเตรียมตัวหลายๆอย่าง กระป๋งกระเป๋า เสื้อผ้งเสื้อผา และมาม่าสักซอง ติดกระเป๋าไว้ประทังชีวิต ตี๋ตัวรถปรับอากาศ (พูดง่ายๆคือรถทัวร์นั่นแหละครับ อย่าต้องให้นั่งเครื่องบินไปเลย เก็บตังค์ไว้กินข้าวจะดีกว่า) ดิ่งลงปราจีนบุรี ในวันที่ 1 เมษายน 2551
ผมต้องขึ้นรถในเวลา 2 ทุ่มตรงครับพี่น้อง (20.00 น.) ไปซื้อตั๋วอะไรมาเรียบร้อย พอใกล้ถึงเวลา ก็ต้องให้น้องพาไปส่งขึ้นรถ แต่เจ้ากรรมนายเวรครับ กุญแจรถมอ’ไซต์หาย ตายล่ะหว่า ทำไงกันทีนี้ จากที่ที่อยู่ตอนนั้น ก็ไกลพอเดินเมื่อยอยู่เหมือนกัน เราก็พากันหากุญแจล่ะครับทีนี้ 20 นาทีผ่านไป (19.50 น.) ไวเหมือนโกหก ยังหาไม่เจออีก เฮ้อ… สุดท้ายถอดใจ ถ้าไปไม่ทันก็ตีตั๋วใหม่ก็ได้ แต่สุดท้าย ก็เอารถอีกคันไป เหอๆ ลืมไปว่ามีรถอีกคันอยู่ เอ๋อเหรอครับ ณ วินาทีนั้น สุดท้ายก็ขึ้นรถทันพอดี เฉียดฉิว และขึ้นรถผิด เด็กรถไล่ไปขึ้นรถคันอื่นอีก อ้าว เอ็งชักเสียสติไปใหญ่แล้วไอ้เดย์เอ๋ย
วกกลับมาครับ…. หลายท่านคงงงกันไปใหญ่ ว่าผมไปปราจีนบุรีทำไม พอดีว่าผมกลัวหลงทางครับ ต้องหาตัวประกันไปด้วย นั่นคือพี่สาวของผมเอง ผมไปพักที่ปราจีน 1 วัน (ก็คือวันที่เดินทางไปถึงนั่นแหละครับ ไปถึงเวลาตี 4 ของวันที่ 2 เมษา (04.00 น.) ไปถึงก็นอนไม่หลับอีกล่ะ เหนื่อยกับการนั่งรถ สรุปว่าไม่นอนเลย ฮ่าๆ) ทั้งที่การพักผ่อน ณ ตรงนั้น ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นการพักผ่อนที่ดีนัก ตกเย็นมา พี่สาวพาไปเลี้ยง เนื่องในโอกาสที่น้องชายไปเหยียบถิ่น ฉลองเบียร์กันแต่หัววัน นั่งไปนั่งมาถึงตีสอง ไม่ได้แล้วล่ะ ต้องนอนสักหน่อยแล้วมั้ง ประเดี๋ยวจะเอาใบหน้าโทรมๆไปประจานตัวเอง ให้อับอาย
ตกลงว่าวันนั้นได้นอนเพียง 2 ชั่วโมงครับ เพราะต้องขึ้นรถตอนตี 5 (05.00 น.) เข้า กทม. ผมให้พี่สาวไปอาบน้ำก่อนครับ ไล่ให้รีบผ้าให้ด้วย เอ้า ใช้เข้าไป เราก็ไปทันขึ้นรถตี 5 ของวันที่ 3 เมษา ซึ่งเป็นวันงานพอดี นั่งรถไม่นานก็ถึงกรุงเทพฯแล้วครับ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเอง ไปถึง กทม. หนึ่งโมงเช้าพอดี (07.00 น.) คราวแรกก็ไปปล่อยไก่ที่แถวๆอนุเสาวรีย์ชัยฯอ่ะครับ รอรถเมล์ว่าจะไปสายไหนดี จะนั่งแท็กซี่ก็ไม่ดีกว่า สุดท้ายเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าไปดีกว่า แต่ก็นะ ฮ่าๆไปไม่เป็นครับพี่น้อง เด๋อๆด๋าๆ มั่วๆไป อ้าวเฮ้ย สุดท้ายตูก็ไปได้นี่หว่า อาศัยเดินตามตูดพี่สาวครับ ถ้าผมไปคนเดียวก็คงนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นแหละ เอิ๊กๆ นั่งรถไฟฟ้าก็ไม่ผ่านศูนย์ประชุมสิริกิติ์อีกล่ะ ทำไงดี ก็ถามประชาสัมพันธ์สิครับ สุดท้ายก็ไปต่อรถไฟใต้ดินไปลงหน้าศูนย์ประชุมพอดีฯ ใช้เวลา 30 นาที นับตั้งแต่วางเท้าลงเหยียบกรุงครั้งแรก สรุปครับ.. ผมไปถึงสถานที่จัดงานในเวลาหนึ่งโมงครึ่งพอดี (07.30 น.)
สวรรค์ชั้น 7 ของบล็อกเกอร์
จั่วหัวซะเคลิ้ม… แหะๆ หายหัวไปอีกล่ะผม เรื่องราวเกี่ยวกับ Twitter ของผมก็เจอโรคเลื่อนอีกแล้วล่ะครับพี่น้อง เพราะยิ่งค้นมาก ยิ่งมีอะไรให้คิดลึก ขนาดใช้ความถึกเข้าแลก ยังแบกกลับมาได้แค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ไม่เป็นไรครับ ไม่มีใครเรียกร้องเข้ามาก็จะไม่เขียน เอิ๊กๆ หาอะไรง่ายๆเขียนกินลมไปวันๆดีกว่า พี่น้องว่าแปลกไหมครับ ในขณะที่บล็อกดังๆ (เมืองนอก) เข้ามักจะเขียนวิธีทำตังค์กัน แต่ผมออกจะแหวกแนวไปนิด เพราะโม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง สรรสาระก็น้อยนิด เติมเกลือกับน้ำตาลเข้าไป ด้วยศิลปะวาจาทะเล้น พอหอมปากหอมคอ จากนั้นดื่มน้ำตามมากๆ ก็จะอ่านได้รู้เรื่องเองล่ะ (อ้าว… เรากำลังสื่อความหมายอะไรวะเนี่ย ใครตีความออกก็บอกคนอื่นต่อด้วยนะ) แต่แค่นี้ก็พอแล้วล่ะครับ สำหรับคนอ่านไอเดย์บล็อก ที่แตะหลักร้อยอยู่เพียง 500 คน/วัน
รู้กันหรือเปล่าท่าน ว่าคนอ่านบล็อกเค้าอยากได้อะไรจากคนเขียนบล็อก ตัดแชร์ทิปทำเงินทิ้งไป (มีเยอะในหนังสือหนังหา และเกลื่อนตามอินเตอร์เน็ต เว็บบอร์ด กระดานสนทนา ทั้งในไทยและนอกประเทศ) ตัดสาระหนักสมองทิ้งไป ตัดข้อเสนอยั่วยวนทิ้งไป แล้วเค้าจะเอาอะไรกันหรือนี่ ตั้งโจทย์ให้น่าคิดจริงแหะ นายเดย์… ถึงคราเฉลย จะบอกแค่ว่าเค้าอยากได้ความจริงใจครับพี่น้อง…
จากนั้นก็มาว่ากันด้วยความจริงใจ ผมมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งครับ คือทำอะไรก็ตามจะไม่ประสบความสำเร็จ และมักถูกหลอกใช้ประจำ ผมไม่ได้โง่นะครับ คือผมมีน้ำใจเกินไป ซึ่งมันก็กินไม่ได้เสียด้วยสิครับ ในขณะที่คนอื่นเค้าพยายามจะหยิบฉวย หาผลประโยชน์จากคนอื่นๆอยู่ทุกวิถีทาง แต่ผมก็ทำตัวเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้ผู้คนเหล่านั้น จะพยายามช่วยในทุกกรณี และทุกวันนี้ก็ยังช่วยอยู่ ทั้งๆที่ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น และสุดท้ายด้วยความที่ไม่รู้ของคนเรา ทำให้ผมกลายมาคนรับใช้ในที่สุด และทางออกก็มีทางเดียว คือผมต้องปิดทุกด้าน นั่นก็หมายความว่าผมต้องปิดบล็อกนี้ หนีกันเลยทีเดียว และนี่ก็ “ไม่ใช่สวรรค์ชั้น 7 นะครับ แต่เป็นนรกขุมที่ 7 ต่างหาก”
เอาล่ะครับ ผลพวงจากการเขียนบล็อก มันทำให้เราได้รับอะไรหลายๆอย่างกลับมา ผมเองก็ได้รับอะไรดีๆกลับมาเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ดารา แม้จะไม่มีชื่อเสียง ไม่ได้กะจะเขียนบล็อกเพื่อดันให้ตัวเองดัง แต่เราก็เป็นเราครับ นายเดย์ก็ยังเป็นนายเดย์อยู่วันยังค่ำ (อย่าผลักใสไล่ส่งเด้อ…) ผมว่าการรู้จักตัวเองแหละดีที่สุด โชว์หรือแสดงอะไรออกไปได้ แต่ให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ลดการโชว์พาวให้น้อยลง อัดสาระเข้าไปให้เยอะๆ หาอะไรก็ได้ที่จะประเทืองปัญญาให้ผู้อ่าน และอย่าไปหวังว่าจะมี คนอ่านจำนวนเยอะมากมายอะไรเลยครับ หลักสิบหลักร้อยนี่ก็หนาวแล้ว ส่วนการทำบล็อกให้ทำเงินนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งครับ แนะนำหนัง “รวยฮิตติดเว็บบล็อก WordPress Optimization 2″ เลยครับ ยังไม่ได้ซื้อก็หาซื้อนะครับ เดี๋ยวนานไปจะหาซื้อไม่ได้ เชียร์หนังสือตัวเองนี่แหละ เอิ๊กๆ ขอขำอีกรอบ

เพราะฉะนั้นแล้วสวรรค์ชั้น 7 ของบล็อกเกอร์ คือการรู้จักตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ยิ่งเรารู้จักตัวเราเองมากเท่าไหร่ เราก็สามารถจับจุดได้ว่า เราควรเสนอเนื้อหาอะไรออกไป ในลักษณะเช่นไร อีกทั้งในแบบฉบับที่ใครอ่านก็รู้ ว่าเรานี่แหละเขียน (แก้ไข) สุดท้ายยังจำคำนี้ได้บ้างหรือเปล่า “บล็อกเกอร์เสนอตน ไม่ใช่เสนอภาพ” แล้วเจอกันในวันตรุษจีน เดี๋ยวมาต่อย เฮ้ยเดี๋ยวมาต่อครับพี่น้อง!!!
ว่าด้วยเรื่อง WordPress Theme
เขียนเรื่องหนักๆมาหลายเรื่องหลายตอน วันนี้ขอเรื่องเบาๆ และเป็นเรื่องที่เขียนกันได้ง่ายๆหน่อยก็แล้วกันนะครับ เพราะผมจะมาพูดถึงเรื่องของ Theme กัน แต่ทั้งที่จริงก็ไม่อยากจะพูดบ่อยหรอกครับ หลายคนเขาค้อนผมมา ว่าเรื่อง Theme นี้ มันหาได้ง่ายๆอยู่แล้ว หาที่ไหนก็ได้ หุหุ แต่ก็ยังมีหลายต่อหลายท่านมากนะครับ ที่ถามหาแหล่งดาวน์โหลด Theme สวยๆมาใช้กัน สำหรับผมแล้ว ไม่ได้ชอบอกชอบใจ กับ Theme ที่ออกแบบโดยฝรั่งตาน้ำข้าวหรอกนะครับ ผมว่ามันดูเชยๆอ่ะในสายตาผม ผมออกจะเลือก Theme ที่อยู่แถวๆเอเชีย อย่างจีนนี้เสียมากกว่าครับ เรื่องออกแบบดีไซด์นั้น มันกินขาดอยู่แล้ว และผมก็เคยพูดไว้ บ่อยครั้งแล้วด้วย
จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เขียนไอเดย์บล็อกมา ผมเปลี่ยน Theme ไปแค่ครั้งเดียวเอง ดูเหมือนว่าผมจะรักเดียวใจเดียวเสียจริง ถ้าลองได้หลง ก็หลงจนหัวปักหัวปำ และต่อมาผมก็เปลี่ยนมาใช้ Theme ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ จนทำให้เกิดกระแสไอเดย์ฟีเวอร์ขึ้นมา (ว่ากันไป) เพราะหลายต่อหลายท่าน ก็ไปดาวน์โหลดมาใช้เช่นกัน (เดี๋ยวสักวันผมจะรวบรวมบล็อกไทย ที่ใช้ Theme ตัวนี้มาให้ดูกันนะครับ แล้วท่านจะรู้ว่า บล็อกเกอร์ไทยเราใช้เยอะกันจัง) แม้แต่บล็อกเกอร์หนุ่มรูปงามอย่างพี่แพท ฉายาบล็อกเกอร์หลายใจ เอิ๊กๆ ผมตั้งให้เองแหละ ก็ดันเปลี่ยนมาใช้ Theme ตัวนี้้ด้วย ไม่ใช่พี่แพทคนเดียวนะครับ ยังมีอีกหลายท่านที่มา ขออนุญาติผม รวมไปถึงขอ Theme ตัวนี้ไปใช้เลยก็มี ผมเองก็งงเหมือนกันครับ ว่ามาขอทำไม ผมก็ไม่ได้ลบเครดิตที่เป็นลิงค์กลับแต่อย่างใด อยากได้ก็ตามไปโหลดมาใช้ มันก็เท่านั้นเองครับ
และไอ้เรื่องเครดิตนี่แหละสำคัญมากๆครับ (สำหรับผมนะ) และผมก็ย้ำไว้ตั้งหลายต่อหลายรอบแล้ว ว่าไม่ควรลบลิงค์ของผู้พัฒนาออกไป เพราะผมถือว่าเป็นการให้เกียรติคนผู้พัฒนาคนนั้นๆด้วย (อุตส่าห์นั่งทำหลังขดหลังแข็ง กว่าจะได้ออกมาสักหนึ่ง Theme ใช้เวลานานพอดู ทีเดียวนะนั่น) เพื่อนๆลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่ง สมมุตินะครับสมมุติ ถ้าเราอยากจะทำ Theme ออกมาสักตัวหนึ่ง ให้ผู้คนได้ดาวน์โหลดไปใช้กัน แต่พอแจกไปใช้ได้สักพัก ผู้ที่ดาวน์โหลดไปใช้งาน ดันไปลบ (หรือเปลี่ยน) เครดิต อ้างว่าตนออกแบบซะงั้น แล้วลองคิดดูสิครับว่า เราเองจะเสียใจแค่ไหน ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูสิครับท่าน แล้วท่านจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที ว่านายเดย์พูดจริง ทำจริง
แต่ทั้งนี้แล้ว ถ้าเราแก้ไข เราก็เขียนบอกว่าแก้ไขครับ เพราะ WordPress Theme โดยส่วนมากแล้ว จะติดเครดิตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) มาเกือบทุกตัวอยู่แล้ว ซึ่งจะอนุญาติให้เราปรับแต่งแก้ไขอะไรต่างๆได้ แต่ต้องอ้างถึงคนพัฒนาเริ่มต้นอยู่ดี หรือไม่ก็ปรับได้ แต่ไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ จำไว้นะครับ อ่านรายละเอียด และข้อตกลงให้ดี เดี๋ยวเขาฟ้องครีเอทีฟคอมมอนส์ล่ะยุ่งเชียว เพราะเร็วๆนี้ ในไทยเราคงเปิดอย่างเป็นทางการซะที (หรือว่าเปิดไปแล้ว หว่า???)
ลักษณะเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปครับ (บล็อกเกอร์ไทยเราก็มี) ถ้าผมเห็นเช่นนั้นแล้ว ผมก็จะเงียบไปครับ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่มันจะทำให้ความรู้สึกผมที่มีต่อคนผู้นั้น ต่ำลงไปด้วย ผมไม่สนหรอกว่าจะเก่งวิเศษวิโสมาจากไหน อยู่ที่ว่าเขาจะแบ่งปันให้กับเราได้มากแค่ไหน มันก็เท่านั้น และการทำการเช่นนั้น มันย่อมทำให้เกียรติของตนเองต่ำลง เป็นเงาตามตัวครับ เหนือฟ้า ยังมีฟ้า เหนือของเหนือฟ้ายังมีเทวดา และเหนือเทวดา ยังมีน้องฟ้าอยู่ (ตกลงเค้าทำอะไรกัน) คุณอาจหลอกตัวเองและผู้ใช้งานอื่นๆได้ แต่ถ้าเป็น WordPress คุณหลอกนายเดย์ไม่ได้ เอิ๊กๆ จบแบบ เทพๆเช่นนี้แล
ปล. กะจะเอาเบาๆกลับกลายเป็นหนักอึ้ง คิดมากไปหรือเปล่าเราเนี่ย..วันนี้มาดึกกว่าทุกวัน ไปนอนล่ะครับ อรุณสวัสดิ์นะครับ
ช่องว่างระหว่างบล็อกกับบล็อกเกอร์
ช่วงที่เปลี่ยน Theme ใหม่นี้ รู้สึกอะไรๆจะดูใสๆขึ้นเหมือนกัน เพราะดูลักษณะอาการของ ผู้เยี่ยมชมบล็อกผม จะเริ่มชอบใน Theme ตัวนี้แล้วล่ะครับ มีบางคนที่เข้ามาขอไปใช้บ้าง บางคนก็เข้าไปโหลดจากทางผู้พัฒนามาใช้แล้วบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เองแล้วล่ะครับ ว่าจะสามารถปรับแต่ง Theme นั้นๆได้ดีเพียงใด
หลายคนคงจะรู้นะครับ ว่าผมได้ปรับแต่งเวอร์ชันของผู้พัฒนา ให้มันเข้ากับคอนเซ็ปท์ในบล็อกผม สรรหาตำแหน่งต่างๆเพื่อวางให้ได้เหมาะๆ ให้ดูมีความหลากหลาย และเป็นคอมมูนิตี้บล็อกมากขึ้น ซึ่งการเลือกใช้ Theme แบบ 3 คอลัมน์นี้ รู้สึกว่าจะลงตัวสุดๆแล้วล่ะครับ เพราะถ้าใช้แบบ 2 คอลัมน์ หน้าไอเดย์บล็อก คงยาวเยื้อสุดลูกหูลูกตา
จุดสำคัญที่สุดในการปรับแต่ง Theme คือการทำอย่างไรก็ได้ ให้มันเข้ากับรูปแบบของบล็อกมากที่สุด อ่านง่ายสบายตาที่สุด (เพราะเขามาอ่านไม่ใช่มาเล่มเกม) การเน้นสีสันฉูดฉาด บาดใจ จึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง อีกทั้งต้องวางตำแหน่ง สรรหาคำพูดมาลง รวมไปถึงการปรับรูปแบบเป็นภาษาไทย ดังที่ไอเดย์ได้ใช้ในบางตำแหน่งนะครับ
เพราะฉะนั้นการตามหาไอเดียของตน เพื่อละเลงลงบล็อก แล้วฉีกหนีความเป็นผู้อื่น (เลียนแบบ) มาเป็นวิธีการของตนจึงใช่ทางที่ถูกเสมอ ความแตกต่างคือตัวตนครับ หลายต่อหลายคนเข้ามาถามผมอยู่เสมอๆว่า อือ ปรับใช้ภาษาไทยกันยังไงเหรอ ใช้คำได้เจ๋งดีนะ อะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นคำถามที่มีเข้ามาเรื่อยๆ และก็เป็นคำถามเดียวกันนี่แหละ และตรงนี้แหละครับ คือช่องว่างระหว่างบล็อกกับบล็อกเกอร์


