ปีใหม่เหงาๆ ปีเก่าเงียบๆ

สวัสดีปีใหม่ครับพี่น้อง หายหัวไปหลายวัน พอดีผมกลับบ้านนอกมาครับ แวะเดินสายตามบ้านญาติตลอดเลย (อ่านเรื่องนี้ ผมคงกลายเป็น “เดย์ญาติเยอะ” กระมัง) ไม่มีได้พัก ตั้งแต่บ่ายวันที่ 31 ธันวาคม ของปี 2550 ยันบ่ายวันที่ 2 มกราคม 2551 (วันนี้แหละ) เรียกได้ว่ากินกันข้ามปีทีเดียว แต่บ้านนอกเราอบอุ่นมากๆครับ ไปไหนมาไหนอุ่นใจ แวะบ้านโน้นที บ้านนี้ที เดินสายไปเช่นนี้ล่ะครับ บวกกับดนตรีคลอ ลุ่งทุ่งหมอลำม่วนกันทั้งหมู่บ้าน ครึกครื้นเฮฮา สนุกกว่าเข้าเที่ยวตามผับ ดิสโก้เทค และคาราโอเกะ รวมทั้งสถานบันเทิงทั้งหลายเสียอีก ประเด็นสำคัญคือนายเดย์ไอ้หนุ่มชุมชนกลับบ้านทั้งที หมาไม่วิ่งไล่เห่า ก็ให้มันรู้ไปสิครับ เอิ๊กๆ

พอดีไม่มีเรื่องจะเล่ามากมายหรอกครับ เหนื่อยๆ เพราะพึ่งถึงเมื่อตะกี๊ จัดแจงอาบน้ำก่อนเลย ดึกๆไปไม่ไหว อากาศหนาวๆ ไม่มีอ้อมกอดอุ่นๆ ขืนไปอาบเอาตอนดึกๆ คงได้นอนกันหลังขดหลังแข็งแน่เชียว ผ้าห่มกี่ผืนคงให้ไออุ่นไม่มากเท่าไหร่ ซักพักคงขอตัวไปนอนแล้วล่ะครับ (เขียนเรื่องนี้จบล่ะมั้ง) เพราะพรุ่งนี้ยังมีอะไรให้ทำ อยู่มากมาย

ส่วนเรื่อง “ของขวัญปีใหม่จากใจ มอบให้แฟนไอเดย์” บางคนนั้น ตอนนี้ปิดรับคอมเม็นต์แล้วนะครับ อีกทั้งได้ผู้ชนะไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ผมตัดสินให้ดูกันแล้ว ไปอ่านคอมเม็นต์ท้ายๆของผมเลยนะครับ แต่มีคนได้รับไปเพียง 3 คนเท่านั้น เอิ๊กๆ สงสัยจะเดากันไม่ถูกแน่ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ฮ็อตกันข้ามปี เรียกคอมเม็นต์กลับมาครึกครื้นกันอีกครั้ง หลังจากไอเดย์บล็อก เริ่มเงียบๆลงไปในพักหลัง พลังเงียบหลายๆท่านเริ่มแสดงตัว อวยพรปีใหม่กันเข้ามา ก็น้อมรับทุกคำอวยพรนะครับ นายเดย์เองก็จะพยายามพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้นไป ผนวกกับความเป็นกันเองระหว่างผม กับผู้อ่านจะมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เข้ามาอ่านไอเดย์ จะรู้สึกเหมือนนายเดย์กำลังโม้ ให้ฟังแบบสดๆ (โม้เสียจริ๊ง)

มาๆพูดถึงเรื่องปีใหม่กันอีกสักยก พอดีผมแอบไปถ่ายรูปพรีเซ็นเตอร์หนังสือคนใหม่มาอีกคนแล้ว คงจะได้ปลดคนปัจจุบันออกในเร็ววันนี้ เจ้าตัวจะว่าเราเปล่าน้อ สงสัยจะต้องติดต่อเป็นการส่วนตัว เพื่อขออนุญาตแล้วล่ะครับ (ทำยังกับไม่ได้เป็นเจ้าของบล็อกซะงั้น) เหอๆ และพรีเซ็นเตอร์คนนั้น จะเป็นคนอื่นคนไกลไปมิได้ ถ้าไม่ใช่เขาคนนี้ ดูท่า “ยืดอก พกถุง” น่าเตะซะมัด เอิ๊กๆ

เดย์เที่ยว

สำหรับคนนี้ ก็เป็นแฟนคลับไอเดย์อีกคน ออกจะตัวโย่งๆผอมๆนะครับ เมื่อดูจากรูป เค้าว่าไปถ่ายทำมาจากวัดอาฮง (วัดอาฮงศิลาวาส) ตอนปีใหม่ที่ผ่านมาเมื่อกี๊ และที่เห็นอยู่เบื้องหลังนั้น คือสะดือแม่น้ำโขง จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงครับ อีกฝั่งคือดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศลาว และภูเขาที่เพื่อนๆเห็นนั้น คือภูงูครับ ภายใต้แม่น้ำโขง หรือแม่โขงหรือสะดือแม่น้ำโขงนี้ ว่ากันว่าจะมีช่องลับ (ถ้ำ) ที่ทะลุไปอีกฝั่งจรดภูงูกันเลยทีเดียว ผมว่านะหนังดังอย่าง National Treasure หรือภาคต่อๆไป ของหนังเรื่องนี้ น่าจะพาดพิงมาถึงไทยในสักวัน แต่สถานที่สำคัญๆ ต่างๆมักไปปรากฏอยู่ในหนังฝรั่งหลายต่อหลายเรื่องแล้ว ไม่แน่ว่าสักวัน แก่งอาฮงแห่งนี้ จะถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำเข้าสักวัน

ถ้าพูดถึงวัดอาฮงแล้ว ขอเอ่ยถึงแก่งอาฮงหน่อยแล้วกัน (ด้านหลังของรูปภาพด้านบน) ผมเคยไปที่นี้สองครั้ง แต่ไปไม่ถูกเวลาสักที เพราะถ้าจะไปดูแก่งอาฮงให้เห็นชัดๆต้องไปช่วงฤดูร้อน มีนาคม - พฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่น้ำโขงลดลงสุดๆ เป็นช่วงที่จะได้เห็นโขดหินต่างๆเยอะสุดๆ และชื่อโขดหินต่างๆก็เรียกกันไปตามลักษณะของมัน ผมเองก็จำไม่ได้แฮะ ไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าผมไม่แน่นพอ อิอิ

ว่ากันว่าถ้าใครมีจิตแข็งพอ ก็ให้เข้าไปนั่งอธิษฐานจิต ในวัดอาฮงนี้ ตอนกลางคืนดึกๆดื่นๆ แล้วจะได้ยินเสียงแปลกๆคล้ายๆ กับการทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง อันนี้ผมเองก็เชื่อครึ่งหนึ่ง ไม่เชื่อครึ่งหนึ่ง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ครับ ผมคิดเช่นนั้น เพราะว่าหลักฐานหรือคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ ท่านว่าไว้ กล่าวคือแต่ก่อนนั้น การเดินทางทางถนนจะทำได้ยาก เพราะเป็นถนนรุกรัง จึงได้อาศัยการเดินเรือเอาแทน และด้วยเหตุที่บริเวณแก่งอาฮงนี้ มีโขดหินแฝงตัวอยู่ด้านล่างของน้ำ (แต่ก่อนเป็นน้ำวน) นักเดินเรือต่างๆไม่ทันระวังเรือ จึงชนกับโขดหินเข้า ทำให้เรือได้รับความเสียหาย และจมลงในที่สุด (ยังกับไททานิกยังไงยังงั้น) อีกทั้งการเดินเรือสมัยก่อนนั้น ชาวบ้านเองก็ล้มตายกันบ่อยๆ แล้วน้ำโขงก็พัดพาให้มาติดอยู่บริเวณแก่งอาฮงนี้ จึงเป็นเหตุให้มีอาถรรย์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ลักษณะเช่นนี้พบได้ทั่วไปครับ ตามแม่น้ำโขง เรื่อยมาจากโพนพิสัย - รัตนวาปี - ปางคาด - บึงกาฬ - บุ่งคล้า ยันบ้านแพง นครพนม ก่อนจะถึงมุกดาหารต่อไป

พูดไปพูดมาจะเข้าเรื่องบั้งไฟพญานาค เพราะที่วัดอาฮงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมบั้งไฟพญานาคครับ เดี๋ยวผมเอาไว้เล่าต่อวันพรุ่งนี้แล้วกัน เพราะเรื่องมันยาวมากๆ ประกอบกับผมฝอยยาวมากๆเช่นกัน

ปล. เป็นความเชื่อ และการเขียนจากคำบอกเล่าส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารญาณในการอ่าน และไตรตรองอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะนำไปเล่าต่อ ในกาลสมัยต่อไป