Posts Tagged ‘ออม’
ขาวดำ ตอนที่ 2 (สีสันบนพื้นผิว)
เพื่อนผมท่านหนึ่ง เปรยกับผมเอาไว้ ว่าอย่าเผลอให้แฟนคลับ ประจักษ์กับตาถึงสารรูปนายเดย์ในวันนี้ เพราะจะเสียจริตจนปิดบล็อกทิ้งแทบไม่ทัน ถ้าว่ากันไปแล้ว ก็คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง ป่วยคงถึงขั้นโคม่า บ้าหรือ… รดน้ำมนต์เดี๋ยวก็หาย แค่อาการของคนบกพร่องด้านเวลา ตามมาด้วยขาลง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบ “ความวัวไม่ทันหาย ความความเข้ามาแทรก” วิ่งวนตาลีตาเหลือก แต่ก็ยังติดแงก อยู่กับกับดักของทิฐิ ภวังค์เล็กๆ ที่ต้องมองด้วยมุมแคบๆ ถึงจะเข้าใจ
บางคนเข้าใจเรื่องสีสันแคบไปนิด เพราะมองด้วยมุมแคบๆ บางคนมองสีสันกว้างไปนิด เพราะมองด้วยมุมกว้างๆ แต่ถ้าลองเพิ่มแสง แน่ล่ะสีสันสว่างขึ้น ในทางกลับกัน เราลดแสงลง สีสันก็มืดสลัวลง พลันเข้าหลักการทางวิทยาศาสตร์ ตัวแปรตามทำงานตามตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ) ยังเหตุกระทบผล เชื่อมโยงกันด้วยตรรกะเล็กๆ วาระซ่อนเร้นไม่มี
เพื่อชีวิต
หลายวันก่อน มีโอกาศปะทะคารมกับหนุ่มโปรแกรมเมอร์วิศวกรมือดี จากแดนดินถิ่นพระธาตุพนม อันผู้มีนามว่าเจษ (ThaiNetBlog) หรือจะเรียกอีกชื่อว่าเจษฏา (ไม่พร) ผลดีคือว่า ได้แลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อประทังความโง่ของตัวเองได้พอสมควร และจากการได้ตีซี้กันไปกันมา จึงทำให้ผมรู้ว่า พวกเรานี้มันคนพันธุ์เดียวกัน รุ่นราวคราวเดียวกัน คนเขียนบล็อกลูกอีสาน เก่งๆกันทุกรายไป ฮาๆ
ความเป็นจริงแล้ว คนไทยเรามีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอยู่แล้ว โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด ที่มีชีวิตวัยเด็กแทบไม่ต่างกันเท่าไหร่ ต่างดิ้นรนขนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่หวัง ผ่านอุปสรรคขวากหนามนานาประการ ทุลักทุเลมานับครั้งไม่ถ้วน และสิ่งเหล่านั้นแหละ คือสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้เรายืนหยัดอยู่ได้ บนลำแข้งของตัวเอง
การแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นได้นั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าใครต่อใครหวงวิชา และในวงการบล็อกไทยนี้ แปลกใจไหม ที่มีคนที่ผมชื่นชอบอยู่เพียงไม่กี่คน อย่างว่าล่ะครับ ผมไม่สนใจเรื่องรายรับอยู่แล้ว มีเงินหกบาทก็ซื้อมาม่ากินได้ พลังชีวิตของคนเพื่อชีวิต จะเติมเต็มได้นั้น ไม่ได้ต้องการอะไรที่เกินพอดีพองาม
ตอนนี้ผมเริ่มแปรสภาพกลับคืนรูปนายเดย์ได้อีกครั้ง หลังโดนยำจากมรสุมหลายๆด้าน พอฟัดพอเหวี่ยงกันจนทำให้จิตใจผมไขว้เขว โซซัดโซเซ มาจบลงตรงที่การเสมอ ถึงแม้จะไม่ชนะ แต่ก็ใช่ว่าจะพ่ายแพ้ ทั้งนี้แล้วผมเริ่มตีจากช่วงเวลาที่อ่อนแอ หนีให้ห่างซึ่งเหตุและผล ที่ส่งกระทบต่อจิตใต้สำนึก ที่ยังรำพึงรำพัน
ขาวดำ
ปีใหม่ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ย่างเท้าปีนภูเขาเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่สภาพจิตใจในตอนนั้น ไม่พร้อมเอาเสียเลย กอปรกับร่างกายที่เหนื่อยหนักกับวันทำงานมาทั้งปี มิหนำซ้ำคืนก่อนเดินทางก็ดอดเบียร์ไปหลายหลอด (ในงานเลี้ยงส่งท้ายปี) ชุ่มปอดแต่ใยเลยจะชุ่มคอ พอตื่นเช้ามาเลยเสียงแหบเสียงแห้ง เพราะดันดำน้ำไปร้องเพลงไป แต่เรียกเสียงฮาและค่าทิปได้มิใช้น้อยเลยนะ แหะๆ (ปีหน้าเอาใหม่)
วกกลับมาภูเขาที่ว่านั่นคือ ภูกระดึง หนึ่งแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ของจังหวัดที่เปรียบเป็นทะเลแห่งภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู และเป็นจังหวัดที่ไปไม่ถึงสักที นั่นคือจังหวัดเลย…
ตั้งใจว่าหลังกลับจากภูกระดึงมา จะเขียนทริปเที่ยวทริปนี้เป็นจริงเป็นจัง แต่ที่ไหนได้ ผ่านพ้นวันมากว่าครึ่งเดือนแล้ว เรื่องราวยังไม่ถูกเขียนขึ้นมาสักกะที ซึ่งแน่ล่ะครับ เรื่องนี้ยังค้างคาอยู่ในอก รอวันทะลักผ่านอักขระ ให้เพื่อนๆได้อ่านในเร็ววัน ก่อนที่เรื่องราวความประทับใจเหล่านั้น จะขาวดำจืดจางลงไป
เที่ยวที่ไหนก็เที่ยวได้ ขอแค่มีคนรู้ใจร่วมทางก็พอ คงเป็นประโยคที่ถูกต้อง แต่เดย์กับออม เวลาที่มีให้กันค่อนข้างจะน้อยไปหน่อย ระยะทางคืออุปสรรคด่านแรกที่เราต้องเจอ การงาน เวลาว่างคือปราการด่านที่สองและที่สามตามมา ซึ่งบางทีท่านชายอย่างผมต้องจำใจยอมรับ แต่ไม่ถึงขั้นต้องสยบแทบเท้าอุปสรรคเหล่านั้นหรอกกระมัง
กำลังใจ… ตอนที่ 3 (วิมาน)
ช่วงนี้ทำอะไรพลาดไปหลายๆสิ่ง รู้ได้เลยว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะรีบร้อน ด่วนสรุปมากไป คุยกับคนอื่นน้อยลง บ่นกับตัวเองมากขึ้น มองหาที่พึ่งทางใจในชั่วขณะ และละมือกับสิ่งที่ตั้งใจไปชั่วคราว
สมองไม่ค่อยโลดแล่นบรรเลงรมณ์เสียเท่าไหร่ เพราะโดนความเครียดเสียบเข้าแทนที่ความเหงาไปเรียบร้อยแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าหลังปีใหม่มานี้ เรื่องราวจะออกแนวเครียดๆไปเสียส่วนใหญ่ ถึงแม้จะมีอารมณ์ขันร่วมแกมอยู่นิด แต่นั่นใช่ประเด็นของเราไม่ บางทีผมเองก็อยากผ่อนคลายเหมือนกัน แต่ยังนึกไม่ออก ว่าจะผ่อนคลายแบบไหน?
เข้าใจว่าเพื่อนๆทุกคนย่อมผ่านเรื่องดีๆ เรื่องร้ายๆ มามากต่อมาก และฝ่าฟันอุปสรรคมาถึงทุกวันนี้ได้ โดยได้กำลังใจที่ดี จากครอบครัว พ่อแม่ หรือแม้แต่เมีย (คนรัก) และการหลบไปพัก ตากอากาศเย็นๆ ก็น่าจะทำให้อารมณ์เราเย็นลงได้เช่นกัน
ที่เห็นพูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ต้องเดาผมก็จะเฉลยให้ครับ ว่าจะกลับบ้านไปพักสมองสองซีกและหนึ่งใจสักสองสามวัน เพราะเฝ้าไร่บ้านทุ่งในตอนนี้ อากาศกำลังดี ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป ไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควายช่วยท่าน คงสนุกมิใช่น้อย แม้จะไม่ได้จับมานมนานก็ตามที
ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องราวในบล็อกแห่งนี้ จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากกลับมา และผมจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่เวลาจะพึงมี วันนี้ขอจบแบบสั้นๆล่ะกันครับ
กำลังใจ… ตอนที่ 2
ยิ่งขีดๆเขียนๆมากเรื่องขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกถึงความอบอุ่น ที่เพื่อนๆหยิบยื่นให้ ผ่านคอมเม็นต์อยู่เนืองๆ ผมล่ะหวาดหวั่นใจเหลือเกิน กลัวว่าจะทำให้เพื่อนๆผิดหวัง งานเขียนที่เคยละเมียดละไม ส่งผ่านด้วยความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน อาจกลับกลายเป็นแข็งกระด้าง กระโตกกระตาก ด้วยความพลั้งพลาดด้านอารมณ์ หยั้งคิดไม่ทันก่อนปล่อยนิ้วจิ้มคีย์บอร์ด
กำลังใจที่หดหายไป กลับมาเติมเต็มได้อีกครั้งด้วยคนที่รัก แต่เมื่อเวลาแห่งการลาจากมาถึง เราเองก็วกกลับมาเหงาอีกครั้ง วัฏจักรชีวิตที่วนไปเวียนมา เป็นครั้งคราเช่นนี้ ส่งผลดีระยะสั้น แต่ถ้าเป็นระยะยาว เราเองก็ต้องหาที่พึ่งทางใจทางอื่น ที่เกื้อหนุนให้เราไม่คิดนอกใจหรือปันใจ
ผมเองค่อนข้างที่จะจมอยู่กับโลกส่วนตัวของตัวเอง ความเชื่อมั่น ความไว้ใจ เป็นหลักเป็นฐานที่มั่นคงพอ… คิดว่าเช่นนั้น แต่สำหรับคนอื่นๆ ถ้ามีอะไรน้อยนิดมาสะกิดได้ถูกจุด การหมายหมั้นปั้นมือไว้ว่าใช่ ก็จะคลายความขลังลงได้ง่ายๆ เยื่อใยบางๆ ก็อาจจะขาดสะบั้นลงได้ง่ายๆ เช่นดังกัน
ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งใกล้ยิ่งรัก ยิ่งห่างยิ่งคิดถึง ยิ่งพรากยิ่งอยากเจอ ความผูกพันโยงใยชาย-หญิง ให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน ถึงแม้กำลังใจในอุดมคติ จะเป็นเพียงความคิดฝัน เลื่อนลอย แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกถึงก้นบึ้งแล้ว กำลังใจก็ยังผลให้เราๆ มีความหวังและฮึดสู้ได้เช่นกัน
ผมเองก็ใช่จะเจนจัดเรื่องความรัก ใช่จะแตกฉานเรื่องความใคร่ แค่มีคนๆหนึ่งมองเราอยู่ไกลๆ เราก็อุ่นใจขึ้นมิใช่น้อยแล้ว ฉะนั้นจะมองหาหรือไขว่ขว้าคนอื่นมาเคียงกายเพิ่มได้อย่างไร เปลืองตัวเปลืองหัวใจเสียเปล่าๆ ขออยู่แบบเหงาๆ ดีกว่าจะไปเพิ่มจำนวนผู้ชายห่วยๆ ขึ้นไปอีกคน…






