กำลังใจ… ตอนที่ 3 (วิมาน)
ช่วงนี้ทำอะไรพลาดไปหลายๆสิ่ง รู้ได้เลยว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะรีบร้อน ด่วนสรุปมากไป คุยกับคนอื่นน้อยลง บ่นกับตัวเองมากขึ้น มองหาที่พึ่งทางใจในชั่วขณะ และละมือกับสิ่งที่ตั้งใจไปชั่วคราว
สมองไม่ค่อยโลดแล่นบรรเลงรมณ์เสียเท่าไหร่ เพราะโดนความเครียดเสียบเข้าแทนที่ความเหงาไปเรียบร้อยแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าหลังปีใหม่มานี้ เรื่องราวจะออกแนวเครียดๆไปเสียส่วนใหญ่ ถึงแม้จะมีอารมณ์ขันร่วมแกมอยู่นิด แต่นั่นใช่ประเด็นของเราไม่ บางทีผมเองก็อยากผ่อนคลายเหมือนกัน แต่ยังนึกไม่ออก ว่าจะผ่อนคลายแบบไหน?
เข้าใจว่าเพื่อนๆทุกคนย่อมผ่านเรื่องดีๆ เรื่องร้ายๆ มามากต่อมาก และฝ่าฟันอุปสรรคมาถึงทุกวันนี้ได้ โดยได้กำลังใจที่ดี จากครอบครัว พ่อแม่ หรือแม้แต่เมีย (คนรัก) และการหลบไปพัก ตากอากาศเย็นๆ ก็น่าจะทำให้อารมณ์เราเย็นลงได้เช่นกัน
ที่เห็นพูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ต้องเดาผมก็จะเฉลยให้ครับ ว่าจะกลับบ้านไปพักสมองสองซีกและหนึ่งใจสักสองสามวัน เพราะเฝ้าไร่บ้านทุ่งในตอนนี้ อากาศกำลังดี ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป ไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควายช่วยท่าน คงสนุกมิใช่น้อย แม้จะไม่ได้จับมานมนานก็ตามที
ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องราวในบล็อกแห่งนี้ จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากกลับมา และผมจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่เวลาจะพึงมี วันนี้ขอจบแบบสั้นๆล่ะกันครับ
รุ่งอรุณใกล้คล้อย…
วันสองวันนี้ อากาศค่อนข้างดีหน่อย คงเป็นเพราะสายฝนที่โปรยปรายมาพรมรดดอกมะม่วง ที่ออกรวงพวงสะพรั่งรอติดดอกออกผลต่อไป อย่างว่าล่ะครับ ธรรมชาติก็ยังเป็นธรรมชาติอยู่วันยังค่ำ ถึงจะผิดเพี้ยนแปรผันหลงฤดูไปบ้าง แต่ยังไงเสีย ธรรมชาติก็คงแสดงกายกรรมเหล่านั้นอยู่ดี
พรุ่งนี้ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นทางเก่าและตกลงทางเดิมทุกครั้ง ตราบใดที่โลกยังหมุนรอบตัวเองในหนึ่งวัน และยังโคจรรอบดวงอาทิตย์ในหนึ่งปี ส่วนผมเองในทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าเลือกเดินถูกหรือผิด หรือจะเป็นแค่ความคิดชั่ววูบ แต่ทั้งนี้เมื่อตัดสินใจทำลงไปแล้ว ก็ไม่อาจที่จะกลับลำได้ ถึงแม้จะต้องนั่งงุนงงกับชีวิต ว่ากาลเบื้องหน้า จะประคับประคองตัวเองเดินได้อย่างไรก็ตาม
ผมเข้าใจว่า… ทุกย่างก้าวเวลาเท้าเดิน ย่อมมีอุปสรรคขวากหนามให้ต้องฝ่าฟัน จะให้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอดรอดฝั่งนั้น ก็เห็นจะไม่ใช่ ความรัก ความเหงา ความเครียด ความสะดวกสบาย ประเด็นเหล่านี้ คนเราต้องเจอเป็นธรรมดา ขึ้นอยู่กับต้นทุนชีวิตที่ติดตัวมาด้วยกระมัง
รู้ตัวเองดีครับ ว่าผมคงเหลือเวลาให้บล็อกแห่งนี้น้อย ฟังๆดูอาจเป็นเรื่องที่น่าใจหาย แต่ก็ต้องยอมรับกันล่ะครับ ว่านี่มันคือเรื่องจริง เพราะตราบใดที่ชีวิตผมยังเขวไปเขวมา แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้ ไม่มีใครปลื้มได้หรอก…
ผมว่า… ผมเขียนเป็นนัยๆ ไว้แล้วหลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมา ถ้าตีความเดาทางกันออก ก็คงจะพอรู้กันว่า ช่วงนี้ผมมีปัญหาค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องหนี้สินที่ก่อขึ้น การงาน การเงินที่ฝืดเคือง ที่หยัดยืนอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะได้กำลังใจดีๆจากคนรัก และเพื่อนๆที่แวะเวียนเข้ามาทักทายอยู่บ่อยๆ
แต่… รุ่งอรุณของผมใกล้คล้อยลงทุกวันๆ
หมากเกมนี้
การคิดที่จะเอาชนะฝ่ายเดียว โดยใช้มาซึ่งมารยาสาไถต่างๆ ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น บัญญัติแต่เพียงว่า เจ้านั้นต้องเดินตามครรลองของข้า อย่าหวังว่าจะใช้ลูกไม้ไหน เพื่อหลบเลี่ยงออกมาจากบ่วงพันธนาการนั้นๆได้ อาจฟังดูคล้ายๆ วิธีการของคนที่เห็นแก่ตัว แต่กลับไม่ใช่… แต่มันคือคำสั่งที่อิงอคติ เอาทิฐิเข้าแทรก ความสมเหตุสมผลอะไรไม่มี ลางบอกเหตุหรืออะไรก็ไม่มีการแจ้งล้วงหน้าด้วยซ้ำไป
การยอมถอยสักก้าวเพื่อหยั่งเชิง หรือจะพาตัวให้ห่างออกมาเลย เพื่อแสดงจุดยืน คงเป็นวิธีการเดียว ที่จะเอาชนะความวิปริตของอคติและความอำมหิตด้านเหตุผล โดยทำให้เราเปลืองตัวน้อยที่สุดได้ ถึงแม้จะเป็นทางออกที่ใช่จะเป็นทางที่ดีหาไม่ แต่การโต้ตอบด้วยอะไรทำนองนี้ ก็สามารถตีกรอบ จำกัดวงตัวเอง เพื่อสื่อให้รู้ว่า… หมากเกมนี้ ไม่ใช่มีแค่คุณที่เดินเกม
การจะสำแดงอะไร ก็ควรใช้กับคนที่รับมุข แน่ล่ะจะเดินเกมอะไร ก็ควรใช้กับคนที่รับกับเกมนั้นๆ มันควบคู่กันมาเสมอ เพียงบางคนอาจจะเผลอลืมมันไปเท่านั้น และผมเองก็หาใช่จะเป็นคนมีเหตุผลเต็มร้อยไม่ เพราะคะแนนจิตพิสัยตอนเรียนมัธยมไม่เคยได้เต็มสิบกับเค้าสักที เกี่ยวกันไหม?
รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยนั้น มันแค่นิยามบทหนึ่งที่มีอยู่ในหนังสือชั้น ป. หนึ่ง แต่ในความเป็นจริงของคนเรานั้น ต้องการการเอาชนะสถานเดียว ซึ่งดูๆก็ขัดแย้งกันนัก กับสิ่งที่เราพยายามสอนเด็ก ที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่อย่างเราๆได้สักวัน
เอาล่ะๆ เขียนมาถึงจุดนี้ เพียงเพื่อสื่อให้บางคนเข้าใจ อาจดูก้าวร้าวไปนิด ในการทะนงตัวเอง แต่ยังไงเสีย ความเป็นเดย์ก็ยังเป็นเดย์อยู่วันยังค่ำ ถ้าอันไหนเป็นที่ถูกที่ควร ใช่หรือที่จะกล่าว
โซซัดโซเซมาอยู่ตรงจุดนี้ได้ ก็ใช่จะเลียแข้งเลียขาเจ้านาย จนพื้นที่ของขนจำกัดวงที่หำแต่อย่างใด ฮ่วย…
กำลังใจ… ตอนที่ 2
ยิ่งขีดๆเขียนๆมากเรื่องขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกถึงความอบอุ่น ที่เพื่อนๆหยิบยื่นให้ ผ่านคอมเม็นต์อยู่เนืองๆ ผมล่ะหวาดหวั่นใจเหลือเกิน กลัวว่าจะทำให้เพื่อนๆผิดหวัง งานเขียนที่เคยละเมียดละไม ส่งผ่านด้วยความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน อาจกลับกลายเป็นแข็งกระด้าง กระโตกกระตาก ด้วยความพลั้งพลาดด้านอารมณ์ หยั้งคิดไม่ทันก่อนปล่อยนิ้วจิ้มคีย์บอร์ด
กำลังใจที่หดหายไป กลับมาเติมเต็มได้อีกครั้งด้วยคนที่รัก แต่เมื่อเวลาแห่งการลาจากมาถึง เราเองก็วกกลับมาเหงาอีกครั้ง วัฏจักรชีวิตที่วนไปเวียนมา เป็นครั้งคราเช่นนี้ ส่งผลดีระยะสั้น แต่ถ้าเป็นระยะยาว เราเองก็ต้องหาที่พึ่งทางใจทางอื่น ที่เกื้อหนุนให้เราไม่คิดนอกใจหรือปันใจ
ผมเองค่อนข้างที่จะจมอยู่กับโลกส่วนตัวของตัวเอง ความเชื่อมั่น ความไว้ใจ เป็นหลักเป็นฐานที่มั่นคงพอ… คิดว่าเช่นนั้น แต่สำหรับคนอื่นๆ ถ้ามีอะไรน้อยนิดมาสะกิดได้ถูกจุด การหมายหมั้นปั้นมือไว้ว่าใช่ ก็จะคลายความขลังลงได้ง่ายๆ เยื่อใยบางๆ ก็อาจจะขาดสะบั้นลงได้ง่ายๆ เช่นดังกัน
ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งใกล้ยิ่งรัก ยิ่งห่างยิ่งคิดถึง ยิ่งพรากยิ่งอยากเจอ ความผูกพันโยงใยชาย-หญิง ให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน ถึงแม้กำลังใจในอุดมคติ จะเป็นเพียงความคิดฝัน เลื่อนลอย แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกถึงก้นบึ้งแล้ว กำลังใจก็ยังผลให้เราๆ มีความหวังและฮึดสู้ได้เช่นกัน
ผมเองก็ใช่จะเจนจัดเรื่องความรัก ใช่จะแตกฉานเรื่องความใคร่ แค่มีคนๆหนึ่งมองเราอยู่ไกลๆ เราก็อุ่นใจขึ้นมิใช่น้อยแล้ว ฉะนั้นจะมองหาหรือไขว่ขว้าคนอื่นมาเคียงกายเพิ่มได้อย่างไร เปลืองตัวเปลืองหัวใจเสียเปล่าๆ ขออยู่แบบเหงาๆ ดีกว่าจะไปเพิ่มจำนวนผู้ชายห่วยๆ ขึ้นไปอีกคน…
ความสุขตามอัถตภาพ
ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็ว ส่วนกาลเวลาแห่งความทุกข์กลับผ่านไปอย่างช้าๆ ลักษณะชีวิตของคนที่เดินตามเข็มนาฬิกา แต่ห้วงเวลานั้นๆ ดันผันแปรตามอารมณ์ ทั้งที่จริงเวลามันก็เดินไปตามอัถตภาพของมัน…
คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น มีความทุลักทุเลปนเปกับความสุข คละเคล้าจนเข้ากัน หล่อหลอมผสมกับอารมณ์ บ่งบอกถึงเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความเชี่ยวกราดของกระแสอารมณ์ได้ดี
ผมชอบเขียนเรื่องราวต่างๆ โดยใช้อารมณ์เป็นตัวตั้ง ใช้เหตุผลเป็นตัวตี เพราะฉะนั้นบางเรื่องบางราว จึงต้องมีขัดแย้งกันบ้าง ในตัวเรื่องของมันเอง เหมือนคนสองบุคลิกที่มีเงียบกับเฮฮา และนั่นเป็นเพียงเพราะว่า ปุถุชนคนเช่นเรา ยังแยกแยะจุดเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์กับเหตุผลได้ไม่ดีเท่าใดนัก แต่นั่นแหละคืออัตตะลักษณ์ ที่แยกแยะลักษณะจำเพาะของคน จึงระบุได้ว่า… ใครเป็นใคร
คนเราไม่อาจฝืนชาตะ แต่เรากำหนดชะตาชีวิตเราได้ พรหมลิขิตหรือฟ้ากำหนดใดๆ มีเพียงในละครหลังข่าวเท่านั้น ที่หยิบยกมาเล่าเพื่อดันเรทติ้งให้วิ่งกระฉูด ชาวบ้านชาวช่องติดกันงอมแงม แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่งมงาย การตีความตามความเชื่อ ยังเหตุยังผล เชื่อมโยงกันได้ ในระดับที่ปุถุชนอย่างเราๆเข้าใจกัน






